การเลือกฟิล์มติดรถ

ฟิล์มติดรถยนต์หากเลือกไม่เหมาะสม เวลาขับรถในช่วงกลางคืนมักจะเจอปัญหามองไม่ค่อยเห็น
เวลาจะถอยหลังยิ่งลำบากไปใหญ่ เพราะนอกจากแสงข้างนอกไม่พอแล้ว ยังมีความมืดจากฟิมล์ติดรถยนต์
ยิ่งหากช่วงฝนตกนี่อาจทำให้ลำบาก ดังนั้นการเลือกฟิล์มติดรถยนต์จึงสำคัญ และควรเลือกให้ดี
คิดถึงประโยชน์และผลกระทบที่จะได้รับใช่ช่วงขับรถมาเป็นอันดับหนึ่ง
ประโยชน์ของฟิล์มติดรถ
1.ช่วยลดความร้อนภายในรถที่สูงขึ้น
เพราะประเทศไทยมีสภาพ อากาศที่มีอุณหภูมิสูง
และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆแม้กระทั่งในช่วงหน้าหนาวถึงอุณหภูมิจะไม่สูง มากนัก แต่แสงแดดก็ยังแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนเป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสได้รับความร้อนจากแสงแดดมากกว่าปกติ
ฟิล์มจึงสามารถช่วยให้อุณหภูมิในรถลดลงได้กว่า 60%เลยทีเดียว
2.ช่วยลดแสงจ้า
ในภาวะที่แดดจัดๆ หรือแม้แต่ตอนเช้าที่แสงแดดอ่อนๆ แสงแดดที่ส่องเข้าตานั้น
ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องขับรถทุกคน เพราะการมองผ่านกระจกออกไปยังถนนที่แสงแดดจัดนั้น
เป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความเครียด เมื่อยล้า สายตาเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้
ส่วนผู้ที่ขับขี่รถยนต์ที่ติดฟิล์มกรองแสงนั้น ก็จะเป็นการช่วยลดแสงจ้าทำให้ทัศนวิสัย
หรือการมองเห็นในขณะขับรถมีประสิทธิภาพเต็มที่
3.ป้องกันการแตกร้าวและซีดจาง
อันตรายจาก รังสี UV เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วัสดุภายในรถยนต์ซีดจางและเสื่อมคุณภาพ ดังนั้น
การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยชะลอการซีดจางของวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์
เป็นการรักษาและยืดอายุการใช้งาน ซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันความเสียหายของวัสดุภายในรถไว้ได้
4.ช่วยลดอันตรายจากการแตกกระจายของกระจก
ในเวลาที่เกิด อุบัติเหตุ หากรถเกิดการเฉี่ยวชนจนกระทั่งกระจกแตกร้าว รถที่ติดฟิล์มที่ได้คุณภาพ
จะสามารถช่วยยึดเกาะเศษกระจกที่แตกไว้ด้วยกัน ไม่ให้ร่วงหล่นมาบาดโดนส่วนต่างๆ
ของร่างกายหรือทำอันตรายต่อผู้โดยสารเพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินได้
5.ช่วยให้ความเป็นส่วนตัว
เวลาที่คุณอยากกินข้าว แต่งหน้า หรือร้องเพลง ภายในรถ
ฟิล์มกรองแสงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยบดบังสายตามิให้บุคคลภายมองผ่าน เข้ามาในรถของท่าน
และไม่ให้คนร้ายมองเห็นของหรือทรัพย์สินมีค่าภายในรถของท่านได้
ฟิล์มรถยนต์มีกี่ประเภท
1 ฟิล์มติดรถยนต์แบบย้อมสี  เป็นฟิล์มช่วยลดแสง และช่วยลอดความร้อนได้ เหมือนกันฟิล์มทั่วไป
แต่จะมีลักษณะเป็นสีรุ้ง ต่อพอใช้นานไป จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
2 ฟิล์มติดรถยนต์แบบมาตรฐาน คือฟิล์มที่เราเห็นตามรถยนต์ทั่วไป คุณสมบัติก็ช่วยลดความร้อน
และสะท้อนความร้อนได้ดี
การเลือกติดฟิล์มรถยนต์
วามชอบแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเลือกแบบที่เปอร์เซ็นต์สูงไว้ก่อน ก็ติด 80% กลางวันก็ดูดี
แต่จะลำบากมากในช่วงกลางคืนดังนั้นการติดฟิล์มรถยนต์ควรเลือกให้มีผลกระทบต่อการมองเห็นทั้งในช่วงเวลาก
ลางวัน และกลางคืนน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ฟิล์มติดรถยนต์มีเลือกติดแบบ 40%  ,  60%  ,  80%
ตามความต้องการของลูกค้า…

Read More

โหลดเตี้ยอย่างไรให้รอดมือโปลิศ

การแต่งรถ ถือเป็นความชอบส่วนตัวปนความจำเป็นในการใช้งาน
แม้รถจากโรงงานหลากแบรนด์หลายยี่ห้อจะดีก็จริงแต่หลายคนยังชื่นชอบความเร็วที่มากกว่า
หลายคนชอบความบึกบึนที่ทรหดมากขึ้นการจะใช้ให้ได้ดังใจจึงต้องมีการต่อเติมเสริมแต่งกันบ้างเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรถซิ่ง รถแต่ง จะยกสูง โหลดเตี้ย โมเครื่องแรง โมเครื่องเสียงดัง ติดไฟใต้รถ ระเบิดท่อไอเสียก็แล้แต่ใจชอบ
ทว่าจะขับผ่านด่านทีไรก็ต้องเสียวสันหลังว่าจะโดนเรียกจอดมั้ยจะโดนปรับ เพราะดัดแปลงรถยนต์หรือไม่
บทความนี้เราจึงเตรียมข้อมูลที่จะช่วยขจัดปัญหาคับข้องใจต่างๆของบรรดาขาซิ่งสี่ล้อ ว่าควรแต่งรถอย่างไรให้รอดมือจากโปลิศ
รอดตัวจากการเสียค่าปรับ โดยจะว่ากันต่อที่หัวข้อ โหลดเตี้ยจุดโฟกัสของบรรดาขาซิ่งที่มักโดนเรียกจอดข้างทางบ่อยๆ
โหลดเตี้ยให้รอดมือโปลิศ
ความเข้าใจของบรรดาขาซิ่งเกี่ยวกับการนำรถยนต์ไปโหลดเตี้ย คือ เพื่อยึดเกาะกับถนน อีกทั้งยังได้ความดูดีดูเท่กว่าเดิมด้วย
แต่ในความเป็นจริงการโหลดเตี้ยไม่ได้ช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น หากคุณภาพยางรถยนต์ของคุณนั้นไม่ได้หรือต่ำกว่ามาตรฐาน
ส่วนวิธีการนำรถยนต์ไปโหลดเตี้ยก็มีหลากหลายวิธรแล้วแต่งบประมาณในกระเป๋า ตั้งแต่ถูกสุดอย่าง ตัดสปริงโช๊ค
ไปจนถึงการเปลี่ยนโช๊ค หรือใครหัวแหลมหน่อยจะเลือกติดสเกิร์ตรอบคันก็จะช่วยให้รถดูเตี้ยลงแบบไม่ต้องไปปรับแต่งใดๆ
แต่ที่เราอยากแนะนำสำหรับบรรดาขาซิ่งคือการเปลี่ยนโช๊คใหม่ เพราะสามารถปรับสูงต่ำได้ตามต้องการ
หากเงินในกระเป๋าหนาก็เลือกแบบปรับไฟฟ้าเลยไม่ต้องไปเสียค่าแรงปรับโช๊ค เพราะวิธีการยุ่งยากเอาเรื่อง
และต้องใช้ความชำนาญขณะที่วิธีการตัดสปริงเดิมเพื่อให้รถต่ำลงอันนี้ต้องเลือกร้านหรือช่างที่มีฝีมือหน่อย
เพราะต้องใช้วิธีการตัดทีละน้อยแล้วลองใส่ดูอันไหนไม่เท่ากันก็ตัดใหม่ จะได้ความสูงที่พอดีในราคาไม่แพง
แลกกับผลเสียที่ช่วงล่างของรถอาจไม่นิ่มเหมือนเคยอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะโหลดเตี้ยแค่ไหน
ก็ต้องคำนึงกับกฎหมายเมืองไทยด้วยเพื่อให้รอดพ้นจากการโดนใบสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
โดยกฎหมายเกี่ยวกับการโหลดรถ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ระบุชัดเจนว่ารถที่โหลดเตี้ยจะโหลดแค่ไหนก็ได้
แต่วัดจากกึ่งกลางไฟหน้ากับระดับพื้นถนนจะต้องมีระยะไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตรหากต่ำกว่านั้นถือว่าผิดกฎหมาย หากไฟหน้าสูง
แต่รถยนต์ใส่สปอยเลอร์จนแทบลากพื้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนายช่างตรวจสภาพกรมการขนส่งทางบก ผู้วินิจฉัยผล ตรอ.
เป็นผู้พิจารณาว่ามีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ แค่ไหน
หากพิจารณาว่าเสี่ยง ก็จะถือว่าผิดได้เช่นกันครับผม…

Read More

ย้อนดูประวัติความเป็นมาของ โลโก้ “Benz”

ถึงแม้ดีเอ็มจีจะประสบความสำเร็จกับชื่อทางการค้าแต่ยังไม่สามารถหารูปแบบเครื่องหมายการค้าได้
พอลและอดอล์ฟ (Paul and Adolf Daimler)บุตรชายทั้งสองของเดมเลอร์ ซึ่งดูแลธุรกิจในขณะนั้น
ระลึกขึ้นได้ว่าบิดาเคยใช้ดวงดาวเป็นสัญลักษณ์มาก่อน กอตต์ลีบ เดมเลอร์
ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของโรงงานผลิตเครื่องจักรกลแห่งเมืองด้อยซ์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1872-1881 เมื่อแรกเริ่มทำงานที่นั่น
เขาเคยนำรูปดาวไปติดเหนือหลังคาบ้านตรงจุดที่มองเห็นวิวของเมืองโคโลญจน์และด้อยซ์ และได้เขียนจดหมายบอกภรรยาว่า
สักวันหนึ่งดาวดวงนี้จะเปล่งประกายเหนือโรงงานของเขาเองเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์
กรรมการบริษัทดีเอ็มจีรับข้อเสนอความคิดดังกล่าวในทันทีและได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปดาวสามแฉก
และสี่แฉกขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1909 ถึงแม้ทั้งสองรูปแบบจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
แต่ก็มีการใช้เพียงรูปดาวสามแฉกซึ่งได้ติดตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นเหนือกระจังหม้อน้ำหน้ารถ
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1910 เป็นต้นมา
ดาวสามแฉกซึ่งมุ่งหมายว่าจะเป็นสัญลักษณ์อันมุ่งมั่นของเดมเลอร์ในการเป็นเจ้ายานยนต์ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ
โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นได้มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมนิดๆหน่อยๆ ในปี
ค.ศ.1916 ดาวสามแฉกหรือชื่อโรงงานของดีเอ็มจีที่อุนเตอร์ทูร์ไคม์ (Untertuerkheim)
หรือที่เบอร์ลิน-มาเรียน เฟลเด (Berlin-Marienfelde)
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1921 ดีเอ็มจียื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในรูปดาวสามแฉกในวงแหวนแบบสามมิติ
ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่ตั้งใจให้นำไปใช้บนกระจังหม้อน้ำหน้ารถด้วย
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลคุ้มครองทางกฎหมายไม่ให้มีการนำตราสัญลักษณ์ไปแต่งเติม
โดยต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1923 การจดลิขสิทธิ์ก็ได้รับอนุมัติให้มีผลสมบูรณ์
ดวงดาวที่ส่องนำทางนักขับทั่วโลกช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ได้เกิดสภาวะเงินเฟ้อ และการค้าตกต่ำ โดยเฉพาะการขายสินค้าฟุ่มเฟือย
เช่นรถยนต์ อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ จึงทรุดตัวลงไปด้วยเหลือเพียงบริษัทที่มีพื้นฐานการเงินดี
และมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีโอกาสอยู่รอด
บางบริษัทจึงจำเป็นต้องรวมกิจการกับที่อื่นหรือไม่ก็ต้องร่วมเป็นพันธมิตรการค้ากัน ด้วยเหตุนี้เอง
บริษัทซึ่งเคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อนอย่างดีเอ็มจี และเบนซ์ ซีจึงได้รวมกิจการกันในปี ค.ศ.1924
ด้วยวัตถุประสงค์ในการปรับมาตรฐานการออกแบบและการผลิตรวมทั้งร่วมมือจัดซื้อ จัดจำหน่าย และโฆษณา
เพื่อให้ยังคงแข่งขันและยืนหยัดอยู่ในสถานการณ์นั้นได้อย่างไรก็ดี ทั้งสองบริษัทยังคงใช้เครื่องหมายการค้าคนละแบบ
แม้จะมีความร่วมมือในการด้านการตลาดสองปี ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ.1926
บริษัทรถยนต์เก่าแก่ทั้งสองรายจึงได้รวมเป็นบริษัทเดียวกันภายใต้ชื่อ
เดมเลอร์-เบนซ์ เอจี ด้วยเหตุนี้จึงมีการออกแบบเครื่องหมายการค้าใหม่ขึ้นมา
โดยนำเอาลักษณะเด่นในสัญลักษณ์ของทั้งสองมาใช้
ดาวสามแฉกอันเลื่องชื่อของดีเอ็มจีจึงถูกล้อมรอบด้วยชื่อ เมอร์เซเดส และเบนซ์
ซึ่งลือลั่นไม่แพ้กัน โดยมีช่อชัยพฤกษ์เป็นตัวเชื่อม…

Read More

รถยนต์ เข้าอู่หรือศูนย์ดีกว่ากัน

รถยนต์ นอกจากจะต้องคอยดูแลรักษาภายนอกให้ดีแล้ว เมื่อถึงเวลา เช็กระยะ ตามหลักกิโลเมตร
หรือตามระยะเวลาที่กำหนด ก็สมควรที่จะนำเข้าไปตรวจเช็กดูทันที
ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพื่อสมรรถณะที่ดีของรถยนต์รถทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมีการรับประกันการใช้งาน
รวมถึงการประกันคุณภาพของอุปกรณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผลิตและการประกอบของรถยนต์
ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของรายละเอียดต่างๆไม่ว่าจะการรับประกันคุณภาพ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
การตรวจเช็คระยะทาง ผู้ประกอบการจะเป็นผู้กำหนดเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายและรถยนต์ยังอยู่ใน
ระหว่างการประกัน ควรนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการเพื่อให้ทางศูนย์ได้ตรวจสอบคุณภาพและดูแล เท่านั้น ดังนั้น
ผู้ที่มีรถยนต์ที่มีประกันอยู่แต่ในปัจจุบันอู่ซ่อมรถยนต์ตามจุดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มีอยู่หลายระดับด้วยกัน  ผลงานและฝีมือของช่าง
เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงคุณภาพของอุปกรณ์หรืออะไหล่รถยนต์
การคิดราคาค่าแรงย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น
ก่อนที่จะเข้าใช้บริการสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เจ้าของรถยนต์จะต้องทำคือ
ตรวจสอบเช็ครถก่อนว่าสภาพรถยนต์ของเรานั้นเป็นแบบไหน เลขไมล์เท่าไหร่ น้ำมันรถยนต์อยู่ในระดับไหน
เพราะบางอู่ช่างซ่อมมักจะแอบเอารถยนต์ที่ซ่อมออกไปใช้งาน ซึ่งหากเรามีการตรวจเช็คสภาพรถก่อนเข้าอู่ซ่อม
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นจะได้มีหลักฐานแสดงกับเจ้าของอู่ได้ว่ารถยนต์ ข้อดีของการใช้บริการอู่ซ่อมทั่วไป คือ
ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง

สิ่งที่ควรเช็คเมื่อรถใกล้หมดประกัน
1.ยาง ปกติยางรถยนต์จะสามารถใช้งานได้ราว 50,000 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย
ถ้าไม่ติดว่ายางเสียงดังหรือมีรอยรั่วมา และอาจยืดอายุได้ถึง 70,000 – 100,000 กิโลเมตร
2.แบตเตอรี่ แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานราว 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น ดังนั้น
เมื่อพ้นระยะรับประกันก็ควรเช็คสภาพแบตเตอรี่ได้แล้ว ว่ายังมีประสิทธิภาพการเก็บไฟเหมือนเดิมหรือไม่
3.ไส้กรองแอร์ ปกติไส้กรองแอร์ควรเปลี่ยนทุก 20,000 กิโลเมตร ดังนั้น เมื่อครบระยะหนึ่งแสนโล
ก็ควรจับเปลี่ยนอีกครั้ง เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของคนที่ต้องใช้รถทุกวัน
4.หัวเทียน ควรเปลี่ยนทุกระยะประมาณ 40,000 กิโลเมตร แล้วแต่ชนิดของหัวเทียน
หากพบว่าเร่งแล้วมีอาการเครื่องสะดุด เดินไม่เรียบ อาจมีอาการมาจากหัวเทียน
5.สายพาน สายพานต่างๆ เช่น สายพานไทม์มิ่ง สายพานหน้าเครื่อง จะมีระยะเวลาการเปลี่ยนอยู่แล้ว หากพ้น 1
แสนโลเป็นต้นไป และยังไม่เคยทำการเปลี่ยน ก็ลองเช็คให้ดีว่าสายพานยังคงตึง ไม่ขาดหากพบว่าสึกหรอก็ควรรีบเปลี่ยนทันที
6.ยางขอบประตู รถที่ใช้ไปนานๆ ยางขอบประตูจะมีการเสื่อมสภาพจนทำให้มีเสียงเล็ดลอดจากภายนอกเข้ามาได้
หากทนไม่ไหวจริงๆให้จับเปลี่ยนยางขอบประตูเหล่านี้ จะช่วยลดเสียงรบกวนลงได้ครับ
7.ไฟส่องสว่าง ควรเช็คไฟส่องสว่างรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าหรือไฟท้าย
หากพบว่ามีหลอดใดหลอดหนึ่งขาดควรรีบเปลี่ยนทันที แต่หากเป็นไฟแบบ LED อาจต้องซื้อทั้งชุดมาเปลี่ยนแทน
อย่างไรก็ตาม การซ่อมรถที่ศูนย์บริการและอู่ซ่อมทั่วไปนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไรในด้านคุณภาพ
อีกทั้งค่าใช้จ่ายและค่าแรงในการซ่อมแต่ละประเภทมีการกำหนดราคาที่ชัดเจน ไม่มีการคิดราคาเพิ่ม  เครื่องมือ
อุปกรณ์อะไหล่ได้มาตรฐานและครบครัน และอุปกรณ์บางรุ่นบางยี่ห้อมีการรับประกันคุณภาพสินค้า
รวมถึงการตรวจซ่อมรถยนต์ที่ใช้เวลาไม่นานนัก
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่ที่ผู้ใช้บริการและความสะดวกและสบายใจของเจ้าของรถ…

Read More

วิธีปฏิบัติเมื่อต้องกู้รถท่ามกลางน้ำท่วม

ภาพการขับรถลุยฝ่าน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องชินชาที่ทุกคนไม่ค่อยให้ความสลักสำคัญกันเท่าไรเสียแล้ว โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร
ที่ฝนตกที่ไร น้ำท่วมขังให้สัญจรผ่านการทุกครั้งจนหลายคนเผลอลืมไปว่าการขับรถลุยน้ำบ่อยๆ นั้นไม่ดี
นั่นทำให้บางครั้งบางคราวเราจึงสามารถพบเห็นรถยนต์หลากหลายรุ่นและยี่ห้อ
เครื่องดับน็อกน้ำกันไปโต้งๆ ข้างถนนนั่นแหละซึ่งวันนี้เรามีบทความดีๆ
มานำเสนอเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติเมื่อรถยนต์ดับกลางน้ำ
เริ่มจากให้รีบนำรถออกจากเส้นทางที่มีน้ำท่วมโดยใช้วิธีลากหรือจูง จากนั้นเปิดฝากระโปรงรถ
และปลดขั้วแบตเตอรี่ออก เพื่อไม่ให้ไฟฟ้าเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆของรถ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายมากขึ้น
จากนั้นค่อยเริ่มระบายน้ำในห้องเครื่องโดยถอดน็อตอ่างน้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, เฟืองท้าย และ
ถังน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อน้ำที่ขังอยู่ไหลออกมาหมด ให้ขันน็อตปิดตัดระบบไฟฟ้าไม่ให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์
เท่านั้นไม่พอ คุณควรปลดอุปกรณ์ที่เป็นขั้วไฟฟ้าและปลั๊กทุกตัวในห้องเครื่อง พร้อมถอดหัวเทียน, แผงฟิวส์,
กล่องรีเลย์ และกล่องสมองกล (ECU) ปล่อยให้อุปกรณ์ต่างๆ แห้งโดยการตากแดด, เป่าด้วยลมร้อน หรือใช้สเปรย์ฉีดไล่ความชื้น
แล้วจึงแประกอบเข้าที่เดิมเมื่อจัดการเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหมดแล้วให้หันมาทดสอบเครื่องยนต์ โดยเปิดสวิตช์ไฟ
เพื่อตรวจดูแผงไฟหน้าปัดรถ พร้อมทดลองสตาร์ทรถหลายๆ ครั้งโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่ออุ่นเครื่อง
และไล่ความชื้นในห้องเครื่องนอกจากนี้ควรสังเกตอาการของเครื่องยนต์ควบคู่ไปด้วย
และทดลองเข้าเกียร์ทุกตำแหน่งขณะที่รถจอดหากทุกเกียร์ตอบสนอง ให้ลองเคลื่อนรถโดยใช้เกียร์ต่ำ
หากรถมีอาการสะดุด เครื่องยนต์สั่น หรือเร่งเครื่องยนต์ไม่ขึ้นให้นำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถทันที
ปิดท้ายที่การตรวจสอบระบบไฟส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย
ไฟเบรก ไฟเลี้ยว หากรถของคุณไม่สามารถใช้งานได้ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ก่อนนำรถไปใช้งาน
เพราะไฟเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องใช้บนท้องถนนแต่หากเกิดกรณีไม่สามารถนำรถออกจากเส้นทางน้ำท่วมได้
ให้นำแม่แรงมายกรถให้สูงขึ้น พร้อมนำอิฐ ไปค้ำยางรถยนต์ทั้ง 4ล้อ ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม จากนั้นถอดขั้วแบตเตอรี่ออก
เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย
สรุปคือหลังขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม
ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบเครื่องยนต์ หากรถมีอาการผิดปกติ เช่นเครื่องยนต์สั่น เดินไม่เรียบ เสียงดัง เร่งเครื่องไม่ขึ้น
น้ำมันเกียร์มีสีคล้ายสีชาเย็นควรนำรถไปตรวจสอบสภาพก่อนนำรถไปใช้งานจะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้…

Read More

ข้อควรรู้เมื่อต้องขับรถช่วงหน้าฝน

หน้าฝนเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน
เพราะฝนที่ตกลงมาทำให้ถนนลื่นอันเป็นเหตุให้ระยะในการหยุดรถยาวกว่าปกติอีก
ทั้งยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นของผู้ขับขี่ ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่เราในฐานะผู้ขับขี่ควบคุมไม่ได้
หากแต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับวิธีการ ขับขี่ให้สอดคล้องกับสภาวะ เซฟ
ไดรฟเวอร์ เอดูเคชั่น เป็นห่วงผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงหน้าฝนนี้เป็นอย่างยิ่งจึงขอแนะนำวิธีปฏิบัติ
และเทคนิคการขับขี่ในหน้าฝน และการขับรถฝ่าน้ำท่วมขังในหน้าฝน
เทคนิคการขับรถฝ่าน้ำท่วมน้ำขังอย่างปลอดภัย
1. ปิดแอร์ เพราะพัดลมแอร์ที่อยู่หน้าเครื่อง อาจจะพัดน้ำเข้ามาในห้องเครื่อง น้ำที่ถูกพัดเข้ามานั้นอาจจะไปถูก
Sensor ต่างๆ หรืออาจไปถูกสายไฟ จนทำให้ระบบไฟเกิดความเสียหาย
นอกจากนี้ใบพัดอาจพัดไปโดนเศษขยะต่างๆ เช่น กิ่งไม้ ขวดแก้ว ฯลฯ จนทำให้เกิดความเสียหาย ใบพัดแตก
หรือหัก
2. ใช้เกียร์ต่ำขณะขับฝ่าน้ำท่วม โดยใช้แค่เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้น สำหรับเกียร์ธรรมดา ส่วนเกียร์ออโต้ให้ใช้เกียร์
L หรือ 1 (เกียร์ต่ำสุดของรถแต่ละรุ่น) นอกจากนี้ควรรักษารอบเครื่องเอาไว้ประมาณ 1,500 – 2,000 รอบ
หากรอบเครื่องสูงเกินไปอาจดูดน้ำเข้าห้องเครื่องได้ ให้รักษาความเร็วเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ
3.ลดความเร็ว เมื่อเจอรถสวนทาง เพื่อป้องกันคลื่นชนคลื่น ที่อาจเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ภายในได้
นอกจากนี้ยังอาจจะไปทำความเสียหายให้กับผู้อื่นได้
4.รักษาระยะห่าง จากรถยนต์ คันหน้าให้มากกว่าปกติ เนื่องจากเรามองอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใต้นำไม่เห็น
นอกจากนี้ระบบเบรก ที่แช่อยู่ในน้ำจะมีประสิทธิภาพต่ำลง
5.เมื่อหลุดพ้นจากพื้นที่น้ำท่วมแล้ว อย่าเพิ่งใช้ความเร็ว
เพราะเบรกที่เปียกน้ำอาจจะยังใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรขับช้าๆไปซักระยะ
และควรเหยียบย้ำที่แป้นเบรกบ่อยๆ
เทคนิคการขับรถปลอดภัยในหน้า
1. ตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์
เช่น ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ สภาพยางใบปัดน้ำฝน ระดับน้ำฉีดกระจก ระบบเบรค สภาพยาง
ดอกยาง แรงดันลมยาง (ลมยางที่อ่อนเกินไปและดอกยางที่มีน้อยเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำ
ลดลงจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย)
2. เมื่อฝนตกหนัก ให้เปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก (ถ้ามี) ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน
3. ช่วง 5 นาทีแรกที่ฝนตกใหม่ๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะถนนจะลื่นมากกว่าปกติ
4.ใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการมองเห็น ทิ้งระยะห่างขณะขับตามรถคันหน้าให้มากกว่าปกติเป็น 2
เท่า
5. หลีกเลี่ยงการเบรคอย่างกระทันหันและการใช้เบรคโดยไม่จำเป็น…

Read More

5 อันดับรถหรูอเมริกันแพงที่สุด

1.Ford GT40 Gulf/Mirage Lightweight Racing Car ปี 1968
เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของรถแข่งสไตล์อเมริกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว
เพราะนอกจากการออกแบบที่เน้นเส้นสายสุดโฉบเฉี่ยวและใช้เครื่องยนต์ V8 กำลัง 440 แรงม้าแล้ว ยังเป็นรถรุ่นแรกๆ
ของโลกที่ใช้ตัวเทคโนโลยีวัสดุสุดล้ำอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ด้วย จึงไม่แปลกที่มันจะได้รับความนิยมจากนักสะสม
จนมีราคาประมูลสูงถึง 11 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 353 ล้านบาท)

2. Dusenburg Model J Long Wheelbase Coupe ปี 1931
คูเป้สุดหรูที่บ่งบอกถึงฐานะของผู้ครอบครองได้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
เส้นสายภายนอกสวยงามหรูหราเทียบชั้นรถยนต์ชั้นนำจากยุโรปได้สบาย ๆ พร้อมด้วยฐานล้อยาวเป็นพิเศษ
นั่งสบายนุ่มนวล ใช้เครื่องยนต์สูบเรียง 8 สูบ ขนาด 7,000 ซีซี มีกำลังแรงถึง 256 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุด 192
กม./ชม. ด้วยความงามและความแรงจึงเป็นขวัญใจของนักสะสมเสมอมา โดยล่าสุด มันมีราคาประมูลสูงถึง 10.34
ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 329 ล้านบาท) เลยทีเดียว

3. Shelby Daytona Cobra Coupe ปี 1965
รถแข่งจากเชลบี้ (Shelby) ที่เกิดมาเพื่อโค่นบัลลังก์ของเฟอร์รารี (Ferrari) ในศึก GT Road Racing
โดยมันถือเป็นรถแข่งอีกคันหนึ่งที่กวาดรางวัลใหญ่ ๆ มามากมายในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเลอ ม็องส์, นูร์เบิร์กริง,
เดโทน่า,มอนซ่า, เซอร์บริงก์ แถมยังส่งให้เชลบี้คว้ารางวัลแชมป์โลกสาขาผู้ผลิตในปี 1965 ด้วย
จึงไม่แปลกที่จะมีคนอยากเก็บมันเป็นเจ้าของโดยเฉพาะเจ้ารถรหัสตัวถัง #CSX2602 ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการแข่งขันจริงๆ
ปัจจุบันถูกประมูลขายที่ราคา 7.68 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 244 ล้านบาท)

4. Ford GT40 Prototype ปี 1964
นับเป็นฟอร์ด จีที40 คันที่ 2 ที่ติดอยู่ลิสนี้ โดยรถคันนี้เป็นคันแรก ๆ ในสายการผลิตของฟอร์ด จีที40
มาพร้อมโครงสร้างและตัวถังน้ำหนักเบา เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,700 ซีซี แถมยังเคยขึ้นโพเดียมอันดับที่ 3
ในการแข่งขันรายการ Daytona Continental 2,000 km ในปี 1965 อีกด้วย ส่วนราคาประมูลล่าสุดของมันอยู่ที่ 7
ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 223 ล้านบาท)

5. Shelby Cobra 427 Super Snake ปี 1966
รถหายากอีกคันหนึ่งจากเชลบี้ เกิดขึ้นจากความต้องการสร้างรถยนต์ที่ทำความเร็วได้มากกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ
321 กม./ชม. ของบิล คอสบี้ เพื่อนสนิทของแคร์โรล เชลบี้ เจ้าของค่ายเชลบี้
แถมที่สำคัญเจ้ารถคันนี้ยังเคยถูกแคร์โรลใช้งานส่วนตัวอีกด้วย
นักสะสมทั้งหลายจึงอยากจะครอบครองมันกันมากทีเดียว จึงมีการประมูลไปจบกันที่ราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
(ประมาณ 175 ล้านบาท)

Read More

รู้จัก NIO รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่จะมาโค่น Tesla

หากเอ่ยถึงวงการรถยนต์ไฟฟ้า เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าTesla ของ Elon Musk ที่เพิ่งเดินทางมาช่วย “หมูป่า”
ออกจากถ้ำนางนอน คือขาใหญ่ประจำตลาดโลกเพราะพวกเขาให้การศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
และเป็นความหวังของการคมนาคมยุคใหม่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ Tesla
ดูเหมือนจะไม่ใช้บริษัทเดียวเสียแล้วที่หวังเคลมธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อชาติมหาอำนาจของเอเชียอย่าง จีน
ได้เริ่มต้นโปรเจ็กต์นี้เช่นกันและปัจจุบันก็มีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
หนึ่งในนั้นคือ NIOที่นิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทรถยนต์ยุคใหม่
ซึ่งไม่ได้แค่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับนวัตกรรมและดีไซน์สุดล้ำ หากแต่ใส่บริการสุด Premium เข้าไปด้วย
และนั่นดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลักที่พวกเขากำลังไปได้สวยในตลาดโลก
โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ NIOสามารถส่งมอบให้กับผู้ส่งจองคือ ES8 รถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ
Battery Electric Vehicle (BEV) ที่มากับรูปลักษณ์ SUV ขนาด7 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้น (ไม่รวมค่าสนับสนุนของรัฐบาล) ที่ 4.48แสนหยวน
ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2.2 ล้านบาท ถือว่าถูกกว่า ModelX ของ Tesla ที่ออกวางจำหน่ายในประเทศจีน
ถึงเท่าตัวเลยทีเดียว แถมสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้า ES8 ของNIO ก็ไม่ได้ด้วยกว่า Model X ของ Tesla ด้วย
คุณสมบัติคร่าวๆ ของ ES8 ที่ NIO ทยอยส่งให้ลูกค้า จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2561
ที่มีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน 4
ล้อตลอดเวลา รีดกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 643 แรงม้า
และแรงบิดสูงสุด 840 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน
4.4 วินาที และเมื่อชาร์จเต็มก็สามารถวิ่งได้ระยะทางราว 350 กม. ส่วนการแต่งภายในของ NIO
มาพร้อมกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ
ที่สามารถเรียนรู้รูปแบบการขับขี่ได้ด้วยตัวเอง, เทคโนโลยีArtificial Intelligence (AI) ในรถยนต์ NOMI
ที่ช่วยให้บรรยากาศในการโดยสารไม่เหมือนเดิม รวมถึงเทคโนโลยีการชาร์จไฟ, การเปลี่ยนแบตเตอรี่
และการดูแลลูกค้าที่ไม่เคยมีรถยนต์ค่ายไหนทำมาก่อน อย่างไรก็ตาม การทำตลาดของ NIO
จะเน้นจำหน่ายในประเทศจีนเป็นหลัก เพราะต้องการขยายฐาน และเพิ่มกำลังการผลิตให้แข็งแกร่ง
จากนั้นจึงขยายไปยังตลาดโลกช่วงปี 2563 ซึ่ง สหรัฐอเมริกา คือเป้าหมายแรกๆ ของทางบริษัท
นั่นทำให้คาดกันว่า NIO จะเป็นอีกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจในตลาดโลก
เพราะด้วยการออกแบบและการวางตัวเองเป็นบริษัทรถยนต์ยุคใหม่ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมล้ำยุค
อีกทั้งยังเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง EP9แต่หากใครคิดจะจับจองเจ้า EP9
เราต้องขอบอกว่าสายไปเสียแล้วเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ผลิตเมื่อปี 2559 และเปิดขายแค่ 16คัน ในปี 2560 ด้วยราคาเกือบ 50 ล้านบาท
แลกกับกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 1,360 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ภายใน 2.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 313 กม./ชม.…

Read More

วิธีแก้ง่วงและหลีกเลี่ยงอาการหลับใน ขณะขับรถ

ภาวะหลับในหรือการหลับระยะสั้น ๆ เป็นอาการของการสับสนระหว่างการหลับและการตื่น
โดยการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลันโดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1-2 วินาที
การขับรถที่ใช้เวลานานเกินไปนั่งนานๆด้วยท่าที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดความ เมื่อยล้าสะสม
หรือขับในช่วงเวลาบ่ายๆอาจทำให้เกิดความอ่อนเพลียและเกิดอาการหลับในได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหลับใน
อดนอน
การนอนน้อยหรือนอนไม่พอต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลับใน
เพราะสมองส่วนธาลามอาจหยุดทำงานสั้น ๆ ชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความง่วงกระทันหัน (Sleep Attack)งีบหลับไม่รู้ตัว
ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้จนเกิดภาวะหลับในได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า หลอดเลือดสมองตีบ เรียนรู้สิ่ง
ต่าง ๆ ช้าลงหากอดนอนเรื้อรังในระยะยาว

นอนไม่เป็นเวลา
นอนดึกตื่นสาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกอ่อนเพลียนอนไม่เต็มอิ่ม เช่น
เข้านอนตี 4 ตื่นนอนเที่ยงวัน คุณภาพการนอนไม่ดีเท่ากับเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า เป็นต้น

เวลาเข้านอนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ส่งผลให้สมองเกิดความจำเสื่อม เพราะปกติสมองจะจำเวลานอนและเกิดความง่วงในเวลานั้น
ถ้าเปลี่ยนเวลเข้านอนบ่อย ๆ จะทำให้เวลานอนไม่ง่วง นอนน้อยลง หลับไม่เต็มอิ่ม เช่น
ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เข้านอนดึกมากหลังตี 2 ตื่น 9 โมงเช้า ส่วนวันธรรมดาเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอนตี 5 เป็นต้น

การรับประทานยา
รับประทานยาที่ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ภูมิแพ้ ก็มีส่วนทำให้หลับในได้เช่นกัน

การแก้อาการง่วงนอนขณะขับรถ
1.รับประทานของขบเคี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหรือดื่มเครื่องดื่มแช่เย็นที่ช่วยให้ สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
2.เปิดหน้าต่างรถ เพื่อถ่ายเทอากาศ ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในรถและให้ลมโชยปะทะหน้า
เปิดเพลงฟังดังๆ จังหวะเร็ว และร้องตามไปด้วยก็จะช่วยให้ไม่เกิดอาการง่วงนอนได้
3.งีบพักประมาณ 5-45 นาที ช่วยลดโอกาสเกิดหลับใน แต่ต้องเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย
4.ถ้าเลี่ยงได้ควรขับรถในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงดึกหรือใกล้เช้า
5.หากไปหลายคนสลับกันขับเพื่อไม่ให้เหนื่อยล้าจนเกินไป

อาการเบื้องต้นที่บ่งบอกว่าอาจหลับในสังเกตอาการหลับในเบื้องต้น
1. หาวบ่อยๆ และแสดงอาการอย่างต่อเนื่อง
2. ใจลอยเริ่มไม่ค่อยมีสมาธิขณะขับรถ
3. จำไม่ค่อยได้ว่าขับผ่านอะไรมา
4. หนังตาปรือ ขับรถส่ายไปส่ายมา…

Read More

สีรถยนต์ เรื่องที่ต้องระวังในหน้าฝน

ในฤดูฝนที่น้องนองชุ่มช่ำเต็มไปหมดหลายคนคิดว่าการล้างรถคือการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
เพราะนอกจากจะเสี่ยงสกปรกในทันทีที่ขับขี่ออกไปบนถนนยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น
เรียกว่าเป็นเรื่องที่ไม่คิดว่าจะส่งผลเสียอย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงการไม่ล้างรถในหน้าฝน
เพียงเพราะกลัวจะเสียแรง, เสียเงิน หรือเสียเวลาเปล่าถือเป็นความเชื่อที่ผิดมากๆ สำหรับผู้ขับขี่ทุกคน
เพราะมันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเงางามของสีรถโดยเฉพาะผู้ขับขี่ในเมืองหลวงของไทย
อย่างกรุงเทพมหานคร การเมินเฉยต่อการล้างทำความสะอาดรถถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากต่อการปล่อยให้สีรถเสื่อมสภาพ
เพราะน้ำที่เจิงนองถนนนั้นเต็มไปด้วยมลพิษ ฝนเองก็เป็นกรดกัดสีรถแน่นอน
ส่วนวิธีการล้างรถในช่วงหน้าฝนแบบไม่สิ้นเปลืองพลัง, เวลาและเงินทอง ก็ง่ายๆ แค่ใช้สายยางฉีดไล่คราบน้ำฝน คราบสกปรก
แล้วหาผ้าสะอาดๆ สำหรับเช็ดรถ เช็ดให้หมดจดก็ช่วยรักษาสีรถใหม่เอี่ยมอ่องอยู่เสมอ
นอกจากนี้การใช้สายยางฉีดน้ำล้างรถง่ายๆ แบบนี้ยังช่วยลดการเกิดคราบฝังแน่น ไม่ให้เกาะเกรอะกรัง
จนกลายเป็นคราบฝังแน่นที่ล้างไม่ออกสุดท้ายต้องมากุมขมับควักเงินเป็นหมื่นเพื่อทำสีรถใหม่
เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียขณะเดียวกันหากคุณเพิ่งขับขี่รถออกไปลุยน้ำลุยโคลนมา
อย่าพยายามจอดรถตากแดดเป็นอันขาดเพราะจะเป็นการทำร้ายสีรถซ้ำหนักเข้าไปอีก
เนื่องแสงแดดจะทำให้น้ำฝนแห้งเป็นคราบฝังตัวแน่นและอาจกัดลงลึกถึงเนื้อสีได้
เท่านั้นไม่พอ สำหรับคนที่รักรถมากเกินไปจนลืมตัวขอให้ทราบไว้เลยว่าไม่ควรนำผ้าแห้งมาเช็ดรถในทันทีหลังลุยฝนมา
เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดรอยขีดข่วนได้เนื่องจากขณะที่เราขับรถลุยฝนนั้น จะมีฝุ่น ทราย โคลน
เกาะที่ผิวรถ ดังนั้นควรฉีกล้างออกก่อนจะเป็นการดีที่สุดเช่นเดียวกันกับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบการล้างรถด้วยตัวเอง
หน้าฝนนี้ก็ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆเพราะบางครั้งน้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอก
ซึ่งเราอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึงอาจเป็นสาเหตุทำให้รถเป็นสนิมได้
ปิดท้ายที่เทคนิคการจอดรถในหน้าฝนผู้ขับขี่ไม่ควรจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียางเกสร ดอก หรือผล
เพราะในฤดูฝนมักมีลมกรรโชกแรงนอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถเราได้แล้วสิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ
และทำให้สีรถเสียหายเกิดรอยด่างได้ หากเราไม่แก้ไขในทันที…

Read More