จุดสำคัญของรถยนต์ ที่ควรตรวจเช็ค ก่อนเดินทางไกล

 

1.ระบบหล่อเย็น

ระบบหล่อเย็นในรถที่อยู่ในเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นเสมอทุกครั้ง เช็คดูว่าในระบบหล่อเย็นยังทำงานดีอยู่ไหม หรือน้ำในหม้อน้ำยังมีน้ำอยู่ไหม แต่รถรุ่นใหม่หากเข้าศูนย์สม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องกังวลเพราะศูนย์จะเติมให้ตลอด ถ้าเกิดเห็นหม้อน้ำมีปริมาณน้ำลดลงมากกว่าปกติ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าคุณต้องตรวจสอบก่อนเดินทางไกลอย่างด่วน

2.ผ้าเบรค

เบรก คือ ส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ แต่คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผ้าเบรค โดยเฉพาะรถยนต์หลายคนคิดว่าผ้าเบรคมีหลายล้อ แต่หากฝืนใช้ผ้าเบรคจนหมดนอกจากจะเบรคไม่อยู่แล้ว สิ่งที่ตามมาคือจานเบรคสึก ซึ่งจานเบรคสึกเมื่อเจอกับผ้าเบรคจะทำให้รถเกิดเสียงหอนเพื่อเตือน

3.แบตเตอรี่

แบตหมดคือจุดจบของการเดินทาง รถยนต์ต้องใช้แบตเตอรี่ในการสตาร์ท วิธีตรวจสอบแบตเตอรี่ของรถทำได้สองวิธีคือหนึ่งใช้เครื่องมือวัดโวลต์ของแบตรถยนต์ซึ่งหาซื้อมาได้ไม่ยาก หรือสังเกตจากการตลาดรถยนต์

ถ้าสตาร์ทติดยากแล้วเป็นรถที่ใช้มานานเกินสองปีสันนิษฐานเบื้องต้นเลยว่าแบตหมด หากมีอุปกรณ์วัดโวลต์ไฟแบบพกพาก็สามารถเอามาช่วยตรวจสอบได้เพื่อความชัวร์ ถ้าแรงดันไฟต่ำกว่า 11 โวลต์ โอกาสสตาร์ทไม่ติดมีสูง แต่ถ้าแรงดันอยู่ที่ 13.8  – 14.2 โวลต์ ถือว่าปกติ

4.น้ำมันเครื่อง

‘น้ำมันเครื่อง’ นี่แหละที่สำคัญ หากขาดน้ำมันเครื่องไปสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาเครื่องยนต์ถึงขั้นพังได้เพราะเครื่องยนต์จะขาดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ปัญหาต่างๆ ทั้งลูกสูบติด ฝาสูบโก่ง เครื่องความร้อนขึ้น ชาร์ปละลาย ทุกปัญหาเกิดจากการขาดน้ำมันเครื่อง ซึ่งอาจทำให้ถึงกับยกเครื่องใหม่เลยทีเดียว

การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง โดยการเปิดกระโปรงรถเปิดมองหาตำแหน่งจุดตรวจสอบน้ำมันเครื่อง จะมีก้านพลาสติกให้ตรวจสอบ ดึงออกมาแล้วดูว่าจุดของน้ำมันเครื่องอยู่ในตำแหน่ง L หรือ Low หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เติมด่วน อย่ารอจนถึงครบรอบถ่ายน้ำมันเครื่อง

5.เช็คยาง

ควรตรวจสอบยางด้วยทุกครั้ง ทั้งลมยาง และดอกยาง อย่างแรกสุดตรวจสอบลมยางก่อนว่ามีปริมาณลมตรงกับมาตรฐานที่ควรจะเป็นไหม ซึ่งรถทุกคัน จะมีข้อมูลปริมาณลมยางที่เหมาะสมบอกไว้ อีกสิ่งหนึ่งคือดอกยาง ไม่ต้องประหยัดมากจนเกินไปเพราะหากดอกยางหมดโอกาสที่รถจะเกาะถนนไม่อยู่มีสูงมาก เสี่ยงที่รถจะเกิดอาการไถล หรือถ้ายางปริจนใกล้จะระเบิดก็ควรเปลี่ยนเถอะ ไม่อย่างนั้นยางระเบิดรถคว่ำ

 

6.เช็คไฟส่องสว่าง

จุดหลักๆ ของไฟส่องสว่างที่ควรเช็คหลักๆ ได้แก่ ไฟหน้ารถ ไฟสูง ไฟท้าย ไฟเลี้ยวทั้งสิงข้าง และไฟเบรคทั้งสองข้าง ส่วนไฟเลี้ยวที่ต้องส่งสัญญาณบอกคนอื่นว่าเราจะเลี้ยวก็สำคัญ บางจุดคุณจะกลับรถแต่ไฟเลี้ยวเสีย รถคันอื่นที่ตามมาหลังคุณมาไม่สามารถรู้ว่าจะเลี้ยวหรือหยุด

7.เช็คของเหลวอื่นๆ

ในรถยังมีของเหลวอื่นๆ ที่สำคัญนอกจากน้ำมันเครื่อง และน้ำหล่อเย็น ได้แก่น้ำมันเบรค, น้ำมันครัช, น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันพาวเวอร์ เปิดใต้กระโปรงรถ จะเห็นกระปุกน้ำมันต่างๆ ตั้งอยู่ ถ้าไม่รู้ว่าจุดไหน เปิดคู่มือ ในนั้นมีบอกไว้อย่างละเอียด…

Read More

วิธีดูแลรถ เมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ

ในบางครั้งเมื่อคุณมีเหตุจำเป็นที่ต้องจอดรถไว้ แล้วไม่ได้ขับ ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ บางคนอาจจะติดธุระนอกสถานที่ หรืออาจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตามที่ต้องทิ้งรถไว้เฉยๆ เป็นเวลาหลายๆ สัปดาห์ หรืออาจจะหลายเดือน ย่อมทำให้มีผลเสียกับรถอยู่โดยบางคนอาจจะไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หม้อน้ำ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ และอีกสารพัดปัญหา วันนี้เราจะแนะนำวิธีดูแลรถเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ มาฝากกัน

 

  1. ล้างรถให้สะอาด พร้อมกับการก็ตรวจดูตามจุดต่างๆ ว่ามีตรงจุดไหนที่เสียและพังจะได้ซ่อมให้เรียบร้อย

 

  1. เมื่อจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ น้ำหนักที่กดทับอาจทำให้ยางรถยนต์เสียรูปได้ ควรเติมลมยางอัดแน่นที่ 50-60 PSI เพื่อรักษารูปทรงของโครงสร้างยางให้เป็นปกติ เมื่อกลับมาใช้งานค่อยปล่อยลมให้พอดีกับสเปคของรถ และควรเอารถออกไปขับเพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนบ้าง
  2. ถ้าต้องจอดนานมากกว่า 1 เดือน ให้ใช้แม่แรงสามขาตั้งรถยกล้อลอยไว้ ถึงจะไม่ได้สตาร์ทก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้งานตลอด ดังนั้นควรถอดออกป้องกันแบตฯเสื่อม แต่ก่อนถอดควรศึกษาให้ถูกวิธีด้วย
  3. หาคนมาช่วยสตาร์ทรถเพื่อวอร์มเครื่องทิ้งไว้สัก 10-15 นาที สัปดาห์ละครั้งถึงสองครั้ง
  4. น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ อย่าปล่อยให้แห้งสนิท หมั่นตรวจและและเติมให้พอดีจะได้ไม่เกิดสนิม
  5. จอดรถไว้ในที่ร่ม ไม่อับชื้น และให้หาผ้ามาคลุมรถเอาไว้เพื่อป้องกันฝุ่นเกาะ หรืออาจเติมน้ำมันให้เต็มถัง เพราะเมื่อถังน้ำมันมีที่ว่างจะเกิดการควบแน่นของความชื้นกลายเป็นหยดน้ำเกาะตามพื้นที่ว่างในถังทำให้เป็นสนิม ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบน้ำมันอุดตันได้
  6. จุดที่คิดว่าจะขึ้นสนิมได้ง่าย ให้หาน้ำมันจักรมาหยอดทิ้งไว้ เช่น ข้อล็อคบานพับประตูรถ, ฝาถังน้ำมัน, ฝากระโปรงหน้า เพื่อว่าเมื่อกลับมาใช้รถจะได้ไม่ต้องมานั่งขัดให้เสียเวลา
  7. ลาก่อนที่จะต้องจอดทิ้งเอาไว้ ให้สตาร์ทรถอุ่นเครื่องเพื่อให้น้ำมันเครื่องได้หมุนเวียนไปหล่อลื่นเครื่องยนต์

วิธีที่ดีที่สุด หากจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ จริงๆ ควรหาคนมาดูแลรถให้ และเมื่อกลับมาใช้รถต้องเช็คสภาพรถให้ดีก่อนนั่นเอง…

Read More

เปลี่ยน ล้อแม็ก อย่างไรให้เหมาะกับรถคุณ

ล้อแม็ก ถือเป็นส่วนประกอบของรถที่คนรักรถชอบปรับแต่งกัน ซึ่งแทบทุกคนจะต้องตั้งคำถามว่า ก่อนจะเลือกซื้อจะเปลี่ยนเป็นล้อขนาดเท่าไหร่ ใช้ยางแบบไหน สีสัน จะเข้ากับรถหรือไม่

 

วันนี้เราขอแนะนำเป็นภาพรวมในการเลือกซื้อ ล้อแม็ก ให้ถูกวิธีโดยเน้นองค์ประกอบของล้อเดิมที่ให้มาเป็นหลัก เพื่อให้การเปลี่ยนล้อแม็กของคุณออกมาถูกใจและมีคุณภาพที่สุด

 

สิ่งที่ต้องเช็คเมื่อต้องการเปลี่ยนล้อแม็ก

 

  1. ดูขนาดของล้อเดิมที่มากับรถว่าเป็นเท่าไหร่ 14 นิ้ว, 15 นิ้ว, 16 นิ้ว, 17 นิ้ว หรือ 18 นิ้ว
  2. ใช้สูตรเพิ่มขนาดล้อ +1 นิ้ว +2 นิ้ว +3 นิ้ว +4 นิ้ว (ไม่แนะนำให้เพิ่ม +1นิ้ว เพราะจะดูไม่ต่างจากของเดิม)
  3. สำหรับรถเก๋ง ใช้ขอบล้อกว้าง 6 – 7.5 นิ้ว ก็เพียงพอ แต่ถ้าชอบแบบยางล้นซุ้มเยอะๆ ให้จัด 8 นิ้วขึ้นไป
  4. ดูรูล้อ (PCD) ว่าเป็นแบบไหน เช่น 4 รู, 5 รู, 6 รู ซึ่งไม่ควรดัดแปลงจากของเดิม ส่วนค่า PCD และค่า OFFSET เป็นเรื่องทางเทคนิค ที่แนะนำให้สอบถามกับผู้เชี่ยวชาญของทางร้านที่เราต้องการเปลี่ยน

 

ประเภทของ ล้อแม็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะ

 

  1. ล้อแม็ก จาน (Disc Type) : ออกแบบมาเพื่อการแบกรับน้ำหนักเยอะๆ มีความทนทานสูง

 

  1. ล้อแม็ก ก้านใหญ่ (Spoke Type) : มีความสวยขึ้นกว่าแบบจาน แต่ยังแบกรับน้ำหนักได้ดี เหมาะกับรถนั่งขนาดใหญ่
  2. ล้อแม็ก ก้านถี่หรือก้านเล็ก (Fin Type) : เป็นที่นิยมสูงเพราะมีความสวยงาม แต่มีข้อเสียคือแบกรับน้ำหนักได้ไม่ดีนัก เหมาะกับถนนเรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ
  3. ล้อแม็ก ลายตาข่าย (Mesh type) : มีความสวยงาม และแข็งแกร่งกว่าก้านเล็ก ข้อเสีย คือ ทำความสะอาดยาก

 

การเลือกซื้อยางให้เหมาะกับล้อแม็ก

 

ควรเลือกเปลี่ยนยางรถยนต์ให้เหมาะกับเส้นรอบวงของยาง และมีความใกล้เคียงกับมาตรฐานเดิม หรือตามขนาดล้อแม็กที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปลี่ยนเป็นล้อเล็ก ก็ให้เพิ่มขนาดแก้มยางใหญ่ขึ้น หรือหากเปลี่ยนเป็นล้อใหญ่ให้ลดขนาดแก้มยางลง หากเส้นรอบวงเปลี่ยนไปจากค่าเดิมมากเกินไปจะส่งผลให้ ไมล์แข็งหรืออ่อนเกินจากปกติค่าได้…

Read More

ขับรถหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัยใน 5 ขั้นตอน

การขับรถขณะฝนตก นอกจากจะเป็นสาเหตุหนึ่งของรถติดแล้ว ยังเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมากกว่าที่คิด ทั้งจากปัญหาถนนลื่น ทัศนวิสัยย่ำแย่ การควบคุมรถที่ยากลำบาก วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ มาฝาก เพื่อให้คุณขับขี่รถยนต์ขณะฝนตกได้อย่างปลอดภัย

 

  1. เช็คสภาพรถให้พร้อม

 

การเช็คสภาพรถให้พร้อมรับมือกับหน้าฝนนั้น มีสิ่งที่ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นพิเศษ ดังต่อไปนี้

 

ยางรถยนต์ : ดอกยางรถยนต์นั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญช่วยในการรีดน้ำที่ช่วยไม่ให้รถเกิดอาการเหินน้ำ ดังนั้น คุณจึงควรตรวจสอบอยู่เสมอว่าดอกยางยังคงมีเหลืออยู่ไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร จึงจะถือว่าเพียงพอ

 

ใบปัดน้ำฝน : ควรรีบเปลี่ยนทันที หากลองทดสอบแล้วพบว่า ยังคงเหลือคราบน้ำเกาะอยู่บนหน้ากระจก เพราะจะทำให้เสียทัศนวิสัยขณะที่ขับรถ และควรตรวจสอบตัวยางอยู่เสมอว่าไม่มีการฉีกขาด

 

ระดับน้ำหม้อพักน้ำฉีดกระจก : ควรเติมให้เต็มอย่างสม่ำเสมอ เผื่อไว้ในกรณีที่มีคราบดินโคลน หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ถูกซัดขึ้นมาจนบดบังทัศนวิสัย

 

  1. ใช้สัญญาณไฟให้เหมาะกับสถานการณ์

 

การขับรถขณะฝนตกนั้น แม้ว่าจะเป็นเวลากลางวันก็ควรเปิดไฟหน้าไปด้วยเสมอ เพื่อให้รถคันอื่นสามารถสังเกตเห็นรถของคุณได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัย ส่วนไฟตัดหมอกหน้า-หลังนั้น ควรเปิดเมื่อฝนตกหนักมากๆ ในระดับที่ต้องใช้ที่ปัดน้ำฝนความเร็วสูงสุด และควรรีบปิดเมื่อฝนเบาลงหรือหยุดแล้ว

 

  1. เว้นระยะจากรถคันหน้ามากขึ้น

 

สภาพถนนที่ลื่น จะต้องใช้ระยะเบรคมากกว่าปกติ หากขับขี่ด้วยความเร็ว ก็ควรจะเว้นระยะห่างคันหน้าให้มากขึ้น เพื่อในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินคุณจะได้สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที

 

  1. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยบริเวณน้ำขัง

 

การขับรถผ่านแอ่งน้ำขังด้วยความเร็วสูง อาจทำให้รถเกิดอาการเสียหลักได้ หากพบเห็นแอ่งน้ำอยู่ข้างหน้า ควรชะลอความเร็วลง ขณะขับผ่านแอ่งน้ำ ที่สำคัญ ห้ามเหยียบคันเร่งหรือเบรคเป็นอันขาด เพราะอาจเสียการควบคุมรถได้ เมื่อพ้นแอ่งน้ำจึงเหยียบคันเร่งต่อไปได้ ทางที่ดีหากคุณหักหลบได้ก็ควรหลบอย่างปลอดภัยจะดีที่สุด

 

 5.เหยียบเบรคอย่างมั่นคงเมื่อฉุกเฉิน

 

รถยนต์สมัยใหม่ มักติดตั้งระบบป้องกันล้อล็อค หรือ เอบีเอส อยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้คุณใช้ระยะเบรคที่สั้นลงและสามารถบังคับทิศทางของพวงมาลัยได้ ซึ่งระบบเอบีเอสจะทำงานต่อเมื่อเหยียบเบรคกระทันหันอย่างแรง และแป้นเบรคจะมีอาการสะท้านเป็นจังหวะจนรู้สึกได้ ซึ่งถือเป็นอาการปกติของระบบ จึงควรเหยียบเบรคอย่างต่อเนื่องและมั่นคง เพื่อให้หยุดรถได้อย่างรวดเร็วที่สุด…

Read More