การเลือกฟิล์มติดรถ

ฟิล์มติดรถยนต์หากเลือกไม่เหมาะสม เวลาขับรถในช่วงกลางคืนมักจะเจอปัญหามองไม่ค่อยเห็น
เวลาจะถอยหลังยิ่งลำบากไปใหญ่ เพราะนอกจากแสงข้างนอกไม่พอแล้ว ยังมีความมืดจากฟิมล์ติดรถยนต์
ยิ่งหากช่วงฝนตกนี่อาจทำให้ลำบาก ดังนั้นการเลือกฟิล์มติดรถยนต์จึงสำคัญ และควรเลือกให้ดี
คิดถึงประโยชน์และผลกระทบที่จะได้รับใช่ช่วงขับรถมาเป็นอันดับหนึ่ง
ประโยชน์ของฟิล์มติดรถ
1.ช่วยลดความร้อนภายในรถที่สูงขึ้น
เพราะประเทศไทยมีสภาพ อากาศที่มีอุณหภูมิสูง
และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆแม้กระทั่งในช่วงหน้าหนาวถึงอุณหภูมิจะไม่สูง มากนัก แต่แสงแดดก็ยังแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนเป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสได้รับความร้อนจากแสงแดดมากกว่าปกติ
ฟิล์มจึงสามารถช่วยให้อุณหภูมิในรถลดลงได้กว่า 60%เลยทีเดียว
2.ช่วยลดแสงจ้า
ในภาวะที่แดดจัดๆ หรือแม้แต่ตอนเช้าที่แสงแดดอ่อนๆ แสงแดดที่ส่องเข้าตานั้น
ก็ยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องขับรถทุกคน เพราะการมองผ่านกระจกออกไปยังถนนที่แสงแดดจัดนั้น
เป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความเครียด เมื่อยล้า สายตาเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้
ส่วนผู้ที่ขับขี่รถยนต์ที่ติดฟิล์มกรองแสงนั้น ก็จะเป็นการช่วยลดแสงจ้าทำให้ทัศนวิสัย
หรือการมองเห็นในขณะขับรถมีประสิทธิภาพเต็มที่
3.ป้องกันการแตกร้าวและซีดจาง
อันตรายจาก รังสี UV เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วัสดุภายในรถยนต์ซีดจางและเสื่อมคุณภาพ ดังนั้น
การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยชะลอการซีดจางของวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์
เป็นการรักษาและยืดอายุการใช้งาน ซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันความเสียหายของวัสดุภายในรถไว้ได้
4.ช่วยลดอันตรายจากการแตกกระจายของกระจก
ในเวลาที่เกิด อุบัติเหตุ หากรถเกิดการเฉี่ยวชนจนกระทั่งกระจกแตกร้าว รถที่ติดฟิล์มที่ได้คุณภาพ
จะสามารถช่วยยึดเกาะเศษกระจกที่แตกไว้ด้วยกัน ไม่ให้ร่วงหล่นมาบาดโดนส่วนต่างๆ
ของร่างกายหรือทำอันตรายต่อผู้โดยสารเพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินได้
5.ช่วยให้ความเป็นส่วนตัว
เวลาที่คุณอยากกินข้าว แต่งหน้า หรือร้องเพลง ภายในรถ
ฟิล์มกรองแสงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยบดบังสายตามิให้บุคคลภายมองผ่าน เข้ามาในรถของท่าน
และไม่ให้คนร้ายมองเห็นของหรือทรัพย์สินมีค่าภายในรถของท่านได้
ฟิล์มรถยนต์มีกี่ประเภท
1 ฟิล์มติดรถยนต์แบบย้อมสี  เป็นฟิล์มช่วยลดแสง และช่วยลอดความร้อนได้ เหมือนกันฟิล์มทั่วไป
แต่จะมีลักษณะเป็นสีรุ้ง ต่อพอใช้นานไป จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
2 ฟิล์มติดรถยนต์แบบมาตรฐาน คือฟิล์มที่เราเห็นตามรถยนต์ทั่วไป คุณสมบัติก็ช่วยลดความร้อน
และสะท้อนความร้อนได้ดี
การเลือกติดฟิล์มรถยนต์
วามชอบแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเลือกแบบที่เปอร์เซ็นต์สูงไว้ก่อน ก็ติด 80% กลางวันก็ดูดี
แต่จะลำบากมากในช่วงกลางคืนดังนั้นการติดฟิล์มรถยนต์ควรเลือกให้มีผลกระทบต่อการมองเห็นทั้งในช่วงเวลาก
ลางวัน และกลางคืนน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ฟิล์มติดรถยนต์มีเลือกติดแบบ 40%  ,  60%  ,  80%
ตามความต้องการของลูกค้า…

Read More

ข้อควรรู้เมื่อต้องขับรถช่วงหน้าฝน

หน้าฝนเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน
เพราะฝนที่ตกลงมาทำให้ถนนลื่นอันเป็นเหตุให้ระยะในการหยุดรถยาวกว่าปกติอีก
ทั้งยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นของผู้ขับขี่ ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่เราในฐานะผู้ขับขี่ควบคุมไม่ได้
หากแต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับวิธีการ ขับขี่ให้สอดคล้องกับสภาวะ เซฟ
ไดรฟเวอร์ เอดูเคชั่น เป็นห่วงผู้ใช้รถใช้ถนนในช่วงหน้าฝนนี้เป็นอย่างยิ่งจึงขอแนะนำวิธีปฏิบัติ
และเทคนิคการขับขี่ในหน้าฝน และการขับรถฝ่าน้ำท่วมขังในหน้าฝน
เทคนิคการขับรถฝ่าน้ำท่วมน้ำขังอย่างปลอดภัย
1. ปิดแอร์ เพราะพัดลมแอร์ที่อยู่หน้าเครื่อง อาจจะพัดน้ำเข้ามาในห้องเครื่อง น้ำที่ถูกพัดเข้ามานั้นอาจจะไปถูก
Sensor ต่างๆ หรืออาจไปถูกสายไฟ จนทำให้ระบบไฟเกิดความเสียหาย
นอกจากนี้ใบพัดอาจพัดไปโดนเศษขยะต่างๆ เช่น กิ่งไม้ ขวดแก้ว ฯลฯ จนทำให้เกิดความเสียหาย ใบพัดแตก
หรือหัก
2. ใช้เกียร์ต่ำขณะขับฝ่าน้ำท่วม โดยใช้แค่เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้น สำหรับเกียร์ธรรมดา ส่วนเกียร์ออโต้ให้ใช้เกียร์
L หรือ 1 (เกียร์ต่ำสุดของรถแต่ละรุ่น) นอกจากนี้ควรรักษารอบเครื่องเอาไว้ประมาณ 1,500 – 2,000 รอบ
หากรอบเครื่องสูงเกินไปอาจดูดน้ำเข้าห้องเครื่องได้ ให้รักษาความเร็วเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ
3.ลดความเร็ว เมื่อเจอรถสวนทาง เพื่อป้องกันคลื่นชนคลื่น ที่อาจเป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ภายในได้
นอกจากนี้ยังอาจจะไปทำความเสียหายให้กับผู้อื่นได้
4.รักษาระยะห่าง จากรถยนต์ คันหน้าให้มากกว่าปกติ เนื่องจากเรามองอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใต้นำไม่เห็น
นอกจากนี้ระบบเบรก ที่แช่อยู่ในน้ำจะมีประสิทธิภาพต่ำลง
5.เมื่อหลุดพ้นจากพื้นที่น้ำท่วมแล้ว อย่าเพิ่งใช้ความเร็ว
เพราะเบรกที่เปียกน้ำอาจจะยังใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรขับช้าๆไปซักระยะ
และควรเหยียบย้ำที่แป้นเบรกบ่อยๆ
เทคนิคการขับรถปลอดภัยในหน้า
1. ตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์
เช่น ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ สภาพยางใบปัดน้ำฝน ระดับน้ำฉีดกระจก ระบบเบรค สภาพยาง
ดอกยาง แรงดันลมยาง (ลมยางที่อ่อนเกินไปและดอกยางที่มีน้อยเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำ
ลดลงจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย)
2. เมื่อฝนตกหนัก ให้เปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก (ถ้ามี) ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน
3. ช่วง 5 นาทีแรกที่ฝนตกใหม่ๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะถนนจะลื่นมากกว่าปกติ
4.ใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการมองเห็น ทิ้งระยะห่างขณะขับตามรถคันหน้าให้มากกว่าปกติเป็น 2
เท่า
5. หลีกเลี่ยงการเบรคอย่างกระทันหันและการใช้เบรคโดยไม่จำเป็น…

Read More

วิธีแก้ง่วงและหลีกเลี่ยงอาการหลับใน ขณะขับรถ

ภาวะหลับในหรือการหลับระยะสั้น ๆ เป็นอาการของการสับสนระหว่างการหลับและการตื่น
โดยการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลันโดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1-2 วินาที
การขับรถที่ใช้เวลานานเกินไปนั่งนานๆด้วยท่าที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดความ เมื่อยล้าสะสม
หรือขับในช่วงเวลาบ่ายๆอาจทำให้เกิดความอ่อนเพลียและเกิดอาการหลับในได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหลับใน
อดนอน
การนอนน้อยหรือนอนไม่พอต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลับใน
เพราะสมองส่วนธาลามอาจหยุดทำงานสั้น ๆ ชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความง่วงกระทันหัน (Sleep Attack)งีบหลับไม่รู้ตัว
ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้จนเกิดภาวะหลับในได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า หลอดเลือดสมองตีบ เรียนรู้สิ่ง
ต่าง ๆ ช้าลงหากอดนอนเรื้อรังในระยะยาว

นอนไม่เป็นเวลา
นอนดึกตื่นสาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกอ่อนเพลียนอนไม่เต็มอิ่ม เช่น
เข้านอนตี 4 ตื่นนอนเที่ยงวัน คุณภาพการนอนไม่ดีเท่ากับเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า เป็นต้น

เวลาเข้านอนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ส่งผลให้สมองเกิดความจำเสื่อม เพราะปกติสมองจะจำเวลานอนและเกิดความง่วงในเวลานั้น
ถ้าเปลี่ยนเวลเข้านอนบ่อย ๆ จะทำให้เวลานอนไม่ง่วง นอนน้อยลง หลับไม่เต็มอิ่ม เช่น
ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เข้านอนดึกมากหลังตี 2 ตื่น 9 โมงเช้า ส่วนวันธรรมดาเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอนตี 5 เป็นต้น

การรับประทานยา
รับประทานยาที่ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ภูมิแพ้ ก็มีส่วนทำให้หลับในได้เช่นกัน

การแก้อาการง่วงนอนขณะขับรถ
1.รับประทานของขบเคี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหรือดื่มเครื่องดื่มแช่เย็นที่ช่วยให้ สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
2.เปิดหน้าต่างรถ เพื่อถ่ายเทอากาศ ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในรถและให้ลมโชยปะทะหน้า
เปิดเพลงฟังดังๆ จังหวะเร็ว และร้องตามไปด้วยก็จะช่วยให้ไม่เกิดอาการง่วงนอนได้
3.งีบพักประมาณ 5-45 นาที ช่วยลดโอกาสเกิดหลับใน แต่ต้องเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย
4.ถ้าเลี่ยงได้ควรขับรถในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงดึกหรือใกล้เช้า
5.หากไปหลายคนสลับกันขับเพื่อไม่ให้เหนื่อยล้าจนเกินไป

อาการเบื้องต้นที่บ่งบอกว่าอาจหลับในสังเกตอาการหลับในเบื้องต้น
1. หาวบ่อยๆ และแสดงอาการอย่างต่อเนื่อง
2. ใจลอยเริ่มไม่ค่อยมีสมาธิขณะขับรถ
3. จำไม่ค่อยได้ว่าขับผ่านอะไรมา
4. หนังตาปรือ ขับรถส่ายไปส่ายมา…

Read More

เทคนิคการล้างสีรถ

ในปัจจุบันนั้น วิธีการดูแลรถมี หลากหลายหรือการล้างรถแบบง่ายๆ
หรืออาจดูแลรักษาเป็นพิเศษด้วยวิธีการต่างๆ
มากมายในการดูแลรักษาสีรถยนต์แบบง่ายไม่เปลืองแรงและเวลา
ขัดเคลือบสี
การขัดสีก็คือขัด ผิวหน้าของสีหรือแล็กเกอร์ออกไป
เพื่อให้สีเรียบเนียนและก่อให้เกิดความเงางาม การขัดผิวหน้าของสีหรือแล็กเกอร์ออกไป
นั้นทำให้ชั้นสีที่เคลือบอยู่บางลง เหมือนเวลาที่เราขัดหน้าด้วยผงขัดละเอียด ๆ
แม้หน้าจะกระจ่างใสขึ้น แต่หลังจากทำแล้วจะรู้สึกแสบ ๆ ผิวหน้านั่นเป็นเพราะผิวหนังถูกขัดออกไป
เทคนิคการล้างสีรถ
1. เริ่มจากฉีดน้ำเพื่อให้สิ่งสกปรกต่างๆ หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด
2. นอกจากใช้น้ำเปล่าล้างแล้ว ควรใช้แชมพูล้างรถร่วมด้วย
3 .เริ่มทำความสะอาดจากด้านบนก่อน จากนั้นแล้วค่อยล้างจากส่วนบนและลงล่าง
4.ใช้ผ้าที่ขนนุ่มหรือผ้าสำลีในการล้างรถ ไม่ควรใช้ฟองน้ำล้างรถเพราะเม็ดทรายหรือฝุ่น
จะติดอยู่ในรูพรุนของฟองน้ำ เมื่อถูไปกับผิวสีรถ จะทำให้เกิดรอยขีดข่วน
หรือหากใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มด้วยจะดีมาก
5.แยกใช้ผ้า 3 ผืน ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง
และกระจกรถ ผืนที่สองใช้ล้างด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา
ผืนที่3ใช้สำหรับทำความสะอาดล้อ และส่วนอื่นที่สกปรกมาก ถ้ามีผ้าผืนเดียว
ก็แนะนำให้ซักผ้าบ่อยๆ เพื่อกำจัดเอาเศษฝุ่น โคลน ออกจากผ้า
6. ฉีดน้ำไล่แชมพูออกให้หมด ใช้ผ้าแห้งนุ่มเช็ดรถให้แห้งทันที จะได้ไม่มีฝุ่นเกาะ
และไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ
การใช้น้ำฉีดเป็นวิธีที่ดีสำหรับการล้างรถ แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องล้างรถ โดยใช้ถังใส่น้ำ
จงท่องจำเอาไว้ในใจว่า ต้องหมั่นซักและขยี้ผ้า และต้องเปลี่ยนน้ำในถังบ่อย ๆ มิฉะนั้น สิ่งสกปรก
และเม็ดทรายที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำ อาจทำให้เกิดริ้วรอยขีดข่วนบนรถได้
ผ้าคลุมรถก็เป้นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันผ้าคลุมรถมีไว้เพื่อใช้ถนอมสีรถ
ไม่ว่าจะผืนหลักร้อย ผืนละสามพัน หรือแพงกว่านั้น
ไม่ควรคลุมแล้วจอดกลางแจ้งเพราะไอร้อนที่เกิดขึ้นใต้ผ้าคลุมรถนั้นสะสมสูงมาก
สูงชนิดที่ว่าอาจจะทำให้ผ้าหรือสารเคมีที่เคลือบอยู่ เช่น ผ้าคลุมกันน้ำ ละลายติดกับสีรถได้เลย
กรณีแบบนี้เจอกันบ่อยครั้ง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดการใช้ผ้าคลุมรถควรใช้ในที่ร่ม
เท่านั้นแล้วควรเลือกผ้าคลุมที่มีคุณภาพระบายความร้อนและความชื้นได้ดี…

Read More

การดูแลรักษารถยนต์

รถยนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบัน ทั้งแดดออก ฝนตก รถถือเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องเราจากสิ่งภายนอกเหล่านี้
อีกทั้งยังพาเราไปในที่ต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย
ดังนั้นเราจึงไม่ควรลืมที่จะดูแลรักษารถของเราให้อยู่ในสภาพดีเสมอ เพื่อให้อยู่กับเราได้นานที่สุด
วิธีการดูแลรถเพื่อให้รถคงสภาพที่ดี
1.หากจอดรถไว้นาน ใช้ขาตั้งยกรถเป็นตัวค้ำเวลาจอด เพราะยางรถยนต์จะถูกกดในจุดเดียวทำให้ยางเสียทรง
ต้องเปลี่ยนใหม่
2. จอดรถในที่ร่ม เพื่อไม่ให้รถร้อน หรือจะเลือกใช้รถเป็นสีที่คายความร้อนเช่นสีสว่างเป็นมันเงาดูก็ได้

3. ทำความสะอาดแผงหน้าปัดด้วยผ้าชุบน้ำพอหมาด และหมั่นดูดฝุ่นในรถเสมอ

4.เคลือบเบาะหนังเพื่อให้รถดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ

5.แก้ปัญหาไฟท้ายมีร่องรอยด้วยการเอาเทปซึ่งขายในร้านอุปกรณ์สำหรับรถมาติด
ก่อนที่น้ำจากฝนจะรั่วซึมเข้ามาติดอยู่ภายใน

6. ต่อให้เป็นรถที่ทนทานขนาดไหนก็ไม่ควรบรรทุกของหนักเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นที่ท้ายรถหรือมัดไว้บนหลังคาก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจุไม่เกิน 90 กิโลกรัม
7. มองหาผ้ามาคลุมรถทุกครั้งตอนที่เก็บในโรงรถเพื่อรักษาสีให้ดูใหม่นาน ๆ
8. สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกของไปด้วย ควรใช้ผ้าหนา ๆ ปูสักชั้นก่อนใส่ของลงไปด้วย
จะได้ไม่ขูดขีดโดนรถจนเป็นรอย
9.เมื่อมีสิ่งของมากระทบรถ อย่ามองข้ามแม้สิ่งเล็กน้อย เพราะแม้แต่ของอย่างลูกบอลพลาสติก
ก็สามารถทำให้เกิดรอบขนแมวบนรถเราได้ ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีอะไรมากระทบรถจะเป็นการดีที่สุด
10.กระปุกเก็บน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ต้องมีน้ำมันอยู่ในระดับพอดี
และฝาปิดสนิทก่อนสตาร์ทเครื่องหากเจอความร้อนหลังเครื่องทำงานเข้าไป
อาจยิ่งเพิ่มความดันจนทำให้น้ำมันล้นออกมาได้
11.ไม่ควรเร่งเครื่องในตอนสตาร์ทรถทันที โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
หากเป็นไปได้เราควรจะเร่งเครื่องหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 10 – 20 นาที แล้วจะดีกว่า
12.ไม่ควรที่จะหยุดรถกะทันหัน เพราะจะส่งผลให้ล้อสึกอย่างรวดเร็ว
13.หลีกเลี่ยงการขับรถเร็วในช่วงที่อากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด
14.การเคลือบแว็กซ์ที่รถ ก็เป็นการถนอมสีของรถที่ดีมากวิธีการหนึ่ง
ทั้งช่วยให้สีติดทนนานขึ้นและยังป้องกันรอยขูดขัดได้อีกด้วย…

Read More

หรูหรามีสไตล์ : MG3 สู่มิติใหม่แห่งความทันสมัย

MG จัดเป็นหนึ่งในค่ายรถที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง
ซึ่งนอกจากดีไซน์จะสวยแล้วยังราคาไม่แพงมากสามารถจับต้องได้อีกด้วยล่าสุดก็ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นล่า
สุดออกมาเป็นที่เรียบร้อย และดีไซน์โดนใจใครหลายคนกับ MG3
ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบใหม่เต็มประสิทธิภาพ
สำหรับ MG3 รุ่นนี้นั้นถูกอวดโฉมครั้งแรกที่ประทศจีน
และเพิ่งนำเข้ามาเปิดตัวในเมืองไทยเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่เพิ่งผ่านมา
โดยเครื่องยนต์นั้นถูกติดตั้งเป็เนครื่องเบนซิลแบบ 4 สูบ NSE 1.5 ลิตร Plus+
สามารถมีกำลังแรงม้ามากถึง 120 แรงม้าเลยทีเดียว
แต่หากเป็นรุ่นที่จำหน่ายในไทยจะมีแรง้มาลดลงมาเหลือ 112 แต่เครื่องยนต์ใช้บล็อคเดียวกัน
ส่วนการเผาผลาญนั้นใช้เชื้อเพลิง E85 แรงบิดสูงสุดนั้นอยู่ที่ 150 นิวตัน เกียร์เป็นแบบ 4
จังหวะที่ใช้งานง่ายกว่าเดิม
ขณะที่อุปกรณ์ที่มาพร้อมกับตัวรถนั้นมีมาให้ครบครันซึ่งได้รับการพัฒนามาจากตัวรุ่นก่อนหน้านี้
โดยไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ที่เป็นแบบไฟ LED
หลังคายังคงความหรูหราเหนือราคาเอาไว้ที่มีซันรูฟมาด้วย ส่วนพวงมาลัยเป็นมัลติฟังก์ชั่น 3
ก้านด้วยกัน และแน่นอนว่ามีระบบอินโฟเม้นท์มาด้วยพร้อมกับกล้อง
และเซนเซอร์ที่เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น
มาดูกันที่ตัวบอดี้ของรถกันบ้างถือว่าออกแบบมาให้ดูหรูหรา และน่าใช้กว่าเดิม
โดยหลังคามาแบบทรงเหลี่ยว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้เช่นเคย และมีสี่ประตู
ส่วนภายในจัดว่าหรูหรากันเลยทีเดียวไล่ตั้งแต่พวงมาลัยที่มีปุ่มปรับการทำงานต่างๆภายในรถครบถ้วน
และใช้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดรวมถึงจอที่มาแบบทัชสกรีนเช่นเคย
ซึ่งแผงคอนโซลถือว่าปรับโฉมใหม่เปลี่ยนไปจากรุ่นเก่าโดยสิ้นเชิงที่สำคัญระบบการเชื่อมต่อไร้สายได้รั
บการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อการใช้งาน
ส่วนห้องผู้โดยสารเริ่มกันที่เบาะถือว่าดีไซน์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
และใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานแถมยังมาแนวสปอร์ตที่ลักษณ์คล้ายกับรถหรูยี่ห้ออื่นๆส่วนขนาดคว
ามกว้างภายในห้องโดยสารนั้นจัดว่าอยู่ในขนาดที่กำลังดีไม่คับแคบ
ขณะที่เครื่องยนต์มีขนาด 1.5 ลิตร อัตราการเร่งอยู่ในระดับกำลังดีไม่ขึ้นเยอะเกินไป
แต่ที่น่าสนใจคือเกียร์ 4 เกียร์ที่สามารถปรับได้ถึง 4
สปีดที่เรียกได้ว่าลบจุดด้อยจากรุ่นก่อนออกไปอย่างสิ้นเชิงเข้าง่ายกว่าเดิมไม่รู้สึกหน่วงยิ่งไปกว่านั้นน้ำห
นักโดยรวมของรถอยู่ที่ 1100 กิโลกรัมเท่านั้น
ถือว่าเหมาะสมทีเดียวกับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะมองหารถสักคันที่ขนาดกำลังดีมีคุณภาพ
และราคาสามารถจับต้องได้…

Read More

เราควรเลือกซื้อรถยนต์คู่ใจอย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบัน มีรถยนต์หลากหลายแบรนด์เหลือเกิน ที่เข้ามาตีตลาดในประเทศไทย
ทำให้หลายคนจึงเกิดคำถามว่า วิธีการเลือกรถนั้น ควรมองจุดไหน คำนึงถึงอะไร วันนี้เรามีคำตอบ
โดยส่วนตัวนั้น แบ่งแยกเป็นดังนั้น A. เราควรเลือกจากรุ่นที่ชอบก่อน และ B. ดูราคาว่าเราไหวไหม C. รุ่นนั้นมีข้อดี
ข้อเสียอะไรบ้าง D. รุ่นนั้นกินน้ำมันมากแค่ไหน เรารับไหวไหม E. ค่าประกันรถยนต์ F. ค่าเสื่อมหรือค่าสึกหรอ
(อะไหล่ถูกหรือแพง หายากหรือง่าย)
ต่อมาเป็น วัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่น ใช้ขับไปทำงาน ใช้ขับให้ครอบครัวเวลาไปเที่ยว ใช้ในเมืองหรือ นอกเมือง
ความถี่ในการใช้งานต่อสัปดาห์ต่อเดือน เช่น ขับทุกวัน ขับวันเว้นวัน ขับอาทิตย์ละครั้ง
ระยะทางในการใช้งานในแต่ละวัน เช่น ขับไปทำงาน
1. ซื้อรถค่ายไหน
– ดูจากรุ่นที่ชอบเ แนะนำ T/H เนื่องจากใช้กันเยอะ อะไหล่หาง่าย อาจจะรอไม่นาน
2. เลือกจากอะไรก่อน
– เราควรดูจากรถก่อนครับ ต้องทนไม่จุกจิกมีปัญหาบ่อย เพราะจำเป็นต้องใช้ครับ เนื่องจากเราซื้อมือ2มา
เข้าอู่ที่รู้จักตลอด เลยไม่ได้ใช้หลังการขายครับ เลยไม่ซีเรียสเท่าไหร่
3. แนะนำรุ่นไหน
– เราจำเป็นต้องดูจุดประสงค์และวัตถุประสงค์ก่อน ว่าใช้เพราะอะไร ทำให้จากนั้นน่าจะได้รถที่ตรงกับความต้องการ
4. คำแนะนำ
– ลองตั้งข้อสงสัย หรือ สิ่งที่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับรถ แล้วหาคำตอบดูว่าคำตอบเป็นยังไง
เช่น รถรุ่นไหนประหยัดน้ำมันบ้าง รถรุ่นไหนมีสมรรถนะยังไงบ้าง การทำใบขับขี่ มารยาทในการขับขี่ กฎจราจร…

Read More

จุดสำคัญของรถยนต์ ที่ควรตรวจเช็ค ก่อนเดินทางไกล

 

1.ระบบหล่อเย็น

ระบบหล่อเย็นในรถที่อยู่ในเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นเสมอทุกครั้ง เช็คดูว่าในระบบหล่อเย็นยังทำงานดีอยู่ไหม หรือน้ำในหม้อน้ำยังมีน้ำอยู่ไหม แต่รถรุ่นใหม่หากเข้าศูนย์สม่ำเสมอ ก็ไม่ต้องกังวลเพราะศูนย์จะเติมให้ตลอด ถ้าเกิดเห็นหม้อน้ำมีปริมาณน้ำลดลงมากกว่าปกติ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าคุณต้องตรวจสอบก่อนเดินทางไกลอย่างด่วน

2.ผ้าเบรค

เบรก คือ ส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ แต่คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผ้าเบรค โดยเฉพาะรถยนต์หลายคนคิดว่าผ้าเบรคมีหลายล้อ แต่หากฝืนใช้ผ้าเบรคจนหมดนอกจากจะเบรคไม่อยู่แล้ว สิ่งที่ตามมาคือจานเบรคสึก ซึ่งจานเบรคสึกเมื่อเจอกับผ้าเบรคจะทำให้รถเกิดเสียงหอนเพื่อเตือน

3.แบตเตอรี่

แบตหมดคือจุดจบของการเดินทาง รถยนต์ต้องใช้แบตเตอรี่ในการสตาร์ท วิธีตรวจสอบแบตเตอรี่ของรถทำได้สองวิธีคือหนึ่งใช้เครื่องมือวัดโวลต์ของแบตรถยนต์ซึ่งหาซื้อมาได้ไม่ยาก หรือสังเกตจากการตลาดรถยนต์

ถ้าสตาร์ทติดยากแล้วเป็นรถที่ใช้มานานเกินสองปีสันนิษฐานเบื้องต้นเลยว่าแบตหมด หากมีอุปกรณ์วัดโวลต์ไฟแบบพกพาก็สามารถเอามาช่วยตรวจสอบได้เพื่อความชัวร์ ถ้าแรงดันไฟต่ำกว่า 11 โวลต์ โอกาสสตาร์ทไม่ติดมีสูง แต่ถ้าแรงดันอยู่ที่ 13.8  – 14.2 โวลต์ ถือว่าปกติ

4.น้ำมันเครื่อง

‘น้ำมันเครื่อง’ นี่แหละที่สำคัญ หากขาดน้ำมันเครื่องไปสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาเครื่องยนต์ถึงขั้นพังได้เพราะเครื่องยนต์จะขาดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ปัญหาต่างๆ ทั้งลูกสูบติด ฝาสูบโก่ง เครื่องความร้อนขึ้น ชาร์ปละลาย ทุกปัญหาเกิดจากการขาดน้ำมันเครื่อง ซึ่งอาจทำให้ถึงกับยกเครื่องใหม่เลยทีเดียว

การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง โดยการเปิดกระโปรงรถเปิดมองหาตำแหน่งจุดตรวจสอบน้ำมันเครื่อง จะมีก้านพลาสติกให้ตรวจสอบ ดึงออกมาแล้วดูว่าจุดของน้ำมันเครื่องอยู่ในตำแหน่ง L หรือ Low หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เติมด่วน อย่ารอจนถึงครบรอบถ่ายน้ำมันเครื่อง

5.เช็คยาง

ควรตรวจสอบยางด้วยทุกครั้ง ทั้งลมยาง และดอกยาง อย่างแรกสุดตรวจสอบลมยางก่อนว่ามีปริมาณลมตรงกับมาตรฐานที่ควรจะเป็นไหม ซึ่งรถทุกคัน จะมีข้อมูลปริมาณลมยางที่เหมาะสมบอกไว้ อีกสิ่งหนึ่งคือดอกยาง ไม่ต้องประหยัดมากจนเกินไปเพราะหากดอกยางหมดโอกาสที่รถจะเกาะถนนไม่อยู่มีสูงมาก เสี่ยงที่รถจะเกิดอาการไถล หรือถ้ายางปริจนใกล้จะระเบิดก็ควรเปลี่ยนเถอะ ไม่อย่างนั้นยางระเบิดรถคว่ำ

 

6.เช็คไฟส่องสว่าง

จุดหลักๆ ของไฟส่องสว่างที่ควรเช็คหลักๆ ได้แก่ ไฟหน้ารถ ไฟสูง ไฟท้าย ไฟเลี้ยวทั้งสิงข้าง และไฟเบรคทั้งสองข้าง ส่วนไฟเลี้ยวที่ต้องส่งสัญญาณบอกคนอื่นว่าเราจะเลี้ยวก็สำคัญ บางจุดคุณจะกลับรถแต่ไฟเลี้ยวเสีย รถคันอื่นที่ตามมาหลังคุณมาไม่สามารถรู้ว่าจะเลี้ยวหรือหยุด

7.เช็คของเหลวอื่นๆ

ในรถยังมีของเหลวอื่นๆ ที่สำคัญนอกจากน้ำมันเครื่อง และน้ำหล่อเย็น ได้แก่น้ำมันเบรค, น้ำมันครัช, น้ำมันเกียร์ หรือน้ำมันพาวเวอร์ เปิดใต้กระโปรงรถ จะเห็นกระปุกน้ำมันต่างๆ ตั้งอยู่ ถ้าไม่รู้ว่าจุดไหน เปิดคู่มือ ในนั้นมีบอกไว้อย่างละเอียด…

Read More

วิธีดูแลรถ เมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ

ในบางครั้งเมื่อคุณมีเหตุจำเป็นที่ต้องจอดรถไว้ แล้วไม่ได้ขับ ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ บางคนอาจจะติดธุระนอกสถานที่ หรืออาจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตามที่ต้องทิ้งรถไว้เฉยๆ เป็นเวลาหลายๆ สัปดาห์ หรืออาจจะหลายเดือน ย่อมทำให้มีผลเสียกับรถอยู่โดยบางคนอาจจะไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ หม้อน้ำ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ และอีกสารพัดปัญหา วันนี้เราจะแนะนำวิธีดูแลรถเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ มาฝากกัน

 

  1. ล้างรถให้สะอาด พร้อมกับการก็ตรวจดูตามจุดต่างๆ ว่ามีตรงจุดไหนที่เสียและพังจะได้ซ่อมให้เรียบร้อย

 

  1. เมื่อจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ น้ำหนักที่กดทับอาจทำให้ยางรถยนต์เสียรูปได้ ควรเติมลมยางอัดแน่นที่ 50-60 PSI เพื่อรักษารูปทรงของโครงสร้างยางให้เป็นปกติ เมื่อกลับมาใช้งานค่อยปล่อยลมให้พอดีกับสเปคของรถ และควรเอารถออกไปขับเพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนบ้าง
  2. ถ้าต้องจอดนานมากกว่า 1 เดือน ให้ใช้แม่แรงสามขาตั้งรถยกล้อลอยไว้ ถึงจะไม่ได้สตาร์ทก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้งานตลอด ดังนั้นควรถอดออกป้องกันแบตฯเสื่อม แต่ก่อนถอดควรศึกษาให้ถูกวิธีด้วย
  3. หาคนมาช่วยสตาร์ทรถเพื่อวอร์มเครื่องทิ้งไว้สัก 10-15 นาที สัปดาห์ละครั้งถึงสองครั้ง
  4. น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ อย่าปล่อยให้แห้งสนิท หมั่นตรวจและและเติมให้พอดีจะได้ไม่เกิดสนิม
  5. จอดรถไว้ในที่ร่ม ไม่อับชื้น และให้หาผ้ามาคลุมรถเอาไว้เพื่อป้องกันฝุ่นเกาะ หรืออาจเติมน้ำมันให้เต็มถัง เพราะเมื่อถังน้ำมันมีที่ว่างจะเกิดการควบแน่นของความชื้นกลายเป็นหยดน้ำเกาะตามพื้นที่ว่างในถังทำให้เป็นสนิม ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบน้ำมันอุดตันได้
  6. จุดที่คิดว่าจะขึ้นสนิมได้ง่าย ให้หาน้ำมันจักรมาหยอดทิ้งไว้ เช่น ข้อล็อคบานพับประตูรถ, ฝาถังน้ำมัน, ฝากระโปรงหน้า เพื่อว่าเมื่อกลับมาใช้รถจะได้ไม่ต้องมานั่งขัดให้เสียเวลา
  7. ลาก่อนที่จะต้องจอดทิ้งเอาไว้ ให้สตาร์ทรถอุ่นเครื่องเพื่อให้น้ำมันเครื่องได้หมุนเวียนไปหล่อลื่นเครื่องยนต์

วิธีที่ดีที่สุด หากจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ จริงๆ ควรหาคนมาดูแลรถให้ และเมื่อกลับมาใช้รถต้องเช็คสภาพรถให้ดีก่อนนั่นเอง…

Read More

เปลี่ยน ล้อแม็ก อย่างไรให้เหมาะกับรถคุณ

ล้อแม็ก ถือเป็นส่วนประกอบของรถที่คนรักรถชอบปรับแต่งกัน ซึ่งแทบทุกคนจะต้องตั้งคำถามว่า ก่อนจะเลือกซื้อจะเปลี่ยนเป็นล้อขนาดเท่าไหร่ ใช้ยางแบบไหน สีสัน จะเข้ากับรถหรือไม่

 

วันนี้เราขอแนะนำเป็นภาพรวมในการเลือกซื้อ ล้อแม็ก ให้ถูกวิธีโดยเน้นองค์ประกอบของล้อเดิมที่ให้มาเป็นหลัก เพื่อให้การเปลี่ยนล้อแม็กของคุณออกมาถูกใจและมีคุณภาพที่สุด

 

สิ่งที่ต้องเช็คเมื่อต้องการเปลี่ยนล้อแม็ก

 

  1. ดูขนาดของล้อเดิมที่มากับรถว่าเป็นเท่าไหร่ 14 นิ้ว, 15 นิ้ว, 16 นิ้ว, 17 นิ้ว หรือ 18 นิ้ว
  2. ใช้สูตรเพิ่มขนาดล้อ +1 นิ้ว +2 นิ้ว +3 นิ้ว +4 นิ้ว (ไม่แนะนำให้เพิ่ม +1นิ้ว เพราะจะดูไม่ต่างจากของเดิม)
  3. สำหรับรถเก๋ง ใช้ขอบล้อกว้าง 6 – 7.5 นิ้ว ก็เพียงพอ แต่ถ้าชอบแบบยางล้นซุ้มเยอะๆ ให้จัด 8 นิ้วขึ้นไป
  4. ดูรูล้อ (PCD) ว่าเป็นแบบไหน เช่น 4 รู, 5 รู, 6 รู ซึ่งไม่ควรดัดแปลงจากของเดิม ส่วนค่า PCD และค่า OFFSET เป็นเรื่องทางเทคนิค ที่แนะนำให้สอบถามกับผู้เชี่ยวชาญของทางร้านที่เราต้องการเปลี่ยน

 

ประเภทของ ล้อแม็ก เลือกอย่างไรให้เหมาะ

 

  1. ล้อแม็ก จาน (Disc Type) : ออกแบบมาเพื่อการแบกรับน้ำหนักเยอะๆ มีความทนทานสูง

 

  1. ล้อแม็ก ก้านใหญ่ (Spoke Type) : มีความสวยขึ้นกว่าแบบจาน แต่ยังแบกรับน้ำหนักได้ดี เหมาะกับรถนั่งขนาดใหญ่
  2. ล้อแม็ก ก้านถี่หรือก้านเล็ก (Fin Type) : เป็นที่นิยมสูงเพราะมีความสวยงาม แต่มีข้อเสียคือแบกรับน้ำหนักได้ไม่ดีนัก เหมาะกับถนนเรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ
  3. ล้อแม็ก ลายตาข่าย (Mesh type) : มีความสวยงาม และแข็งแกร่งกว่าก้านเล็ก ข้อเสีย คือ ทำความสะอาดยาก

 

การเลือกซื้อยางให้เหมาะกับล้อแม็ก

 

ควรเลือกเปลี่ยนยางรถยนต์ให้เหมาะกับเส้นรอบวงของยาง และมีความใกล้เคียงกับมาตรฐานเดิม หรือตามขนาดล้อแม็กที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปลี่ยนเป็นล้อเล็ก ก็ให้เพิ่มขนาดแก้มยางใหญ่ขึ้น หรือหากเปลี่ยนเป็นล้อใหญ่ให้ลดขนาดแก้มยางลง หากเส้นรอบวงเปลี่ยนไปจากค่าเดิมมากเกินไปจะส่งผลให้ ไมล์แข็งหรืออ่อนเกินจากปกติค่าได้…

Read More