รู้จัก NIO รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่จะมาโค่น Tesla

หากเอ่ยถึงวงการรถยนต์ไฟฟ้า เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าTesla ของ Elon Musk ที่เพิ่งเดินทางมาช่วย “หมูป่า”
ออกจากถ้ำนางนอน คือขาใหญ่ประจำตลาดโลกเพราะพวกเขาให้การศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
และเป็นความหวังของการคมนาคมยุคใหม่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ Tesla
ดูเหมือนจะไม่ใช้บริษัทเดียวเสียแล้วที่หวังเคลมธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อชาติมหาอำนาจของเอเชียอย่าง จีน
ได้เริ่มต้นโปรเจ็กต์นี้เช่นกันและปัจจุบันก็มีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
หนึ่งในนั้นคือ NIOที่นิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทรถยนต์ยุคใหม่
ซึ่งไม่ได้แค่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับนวัตกรรมและดีไซน์สุดล้ำ หากแต่ใส่บริการสุด Premium เข้าไปด้วย
และนั่นดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลักที่พวกเขากำลังไปได้สวยในตลาดโลก
โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ NIOสามารถส่งมอบให้กับผู้ส่งจองคือ ES8 รถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ
Battery Electric Vehicle (BEV) ที่มากับรูปลักษณ์ SUV ขนาด7 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้น (ไม่รวมค่าสนับสนุนของรัฐบาล) ที่ 4.48แสนหยวน
ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2.2 ล้านบาท ถือว่าถูกกว่า ModelX ของ Tesla ที่ออกวางจำหน่ายในประเทศจีน
ถึงเท่าตัวเลยทีเดียว แถมสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้า ES8 ของNIO ก็ไม่ได้ด้วยกว่า Model X ของ Tesla ด้วย
คุณสมบัติคร่าวๆ ของ ES8 ที่ NIO ทยอยส่งให้ลูกค้า จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2561
ที่มีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน 4
ล้อตลอดเวลา รีดกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 643 แรงม้า
และแรงบิดสูงสุด 840 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน
4.4 วินาที และเมื่อชาร์จเต็มก็สามารถวิ่งได้ระยะทางราว 350 กม. ส่วนการแต่งภายในของ NIO
มาพร้อมกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ
ที่สามารถเรียนรู้รูปแบบการขับขี่ได้ด้วยตัวเอง, เทคโนโลยีArtificial Intelligence (AI) ในรถยนต์ NOMI
ที่ช่วยให้บรรยากาศในการโดยสารไม่เหมือนเดิม รวมถึงเทคโนโลยีการชาร์จไฟ, การเปลี่ยนแบตเตอรี่
และการดูแลลูกค้าที่ไม่เคยมีรถยนต์ค่ายไหนทำมาก่อน อย่างไรก็ตาม การทำตลาดของ NIO
จะเน้นจำหน่ายในประเทศจีนเป็นหลัก เพราะต้องการขยายฐาน และเพิ่มกำลังการผลิตให้แข็งแกร่ง
จากนั้นจึงขยายไปยังตลาดโลกช่วงปี 2563 ซึ่ง สหรัฐอเมริกา คือเป้าหมายแรกๆ ของทางบริษัท
นั่นทำให้คาดกันว่า NIO จะเป็นอีกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจในตลาดโลก
เพราะด้วยการออกแบบและการวางตัวเองเป็นบริษัทรถยนต์ยุคใหม่ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมล้ำยุค
อีกทั้งยังเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง EP9แต่หากใครคิดจะจับจองเจ้า EP9
เราต้องขอบอกว่าสายไปเสียแล้วเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ผลิตเมื่อปี 2559 และเปิดขายแค่ 16คัน ในปี 2560 ด้วยราคาเกือบ 50 ล้านบาท
แลกกับกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 1,360 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ภายใน 2.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 313 กม./ชม.…

Read More

สีรถยนต์ เรื่องที่ต้องระวังในหน้าฝน

ในฤดูฝนที่น้องนองชุ่มช่ำเต็มไปหมดหลายคนคิดว่าการล้างรถคือการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
เพราะนอกจากจะเสี่ยงสกปรกในทันทีที่ขับขี่ออกไปบนถนนยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น
เรียกว่าเป็นเรื่องที่ไม่คิดว่าจะส่งผลเสียอย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงการไม่ล้างรถในหน้าฝน
เพียงเพราะกลัวจะเสียแรง, เสียเงิน หรือเสียเวลาเปล่าถือเป็นความเชื่อที่ผิดมากๆ สำหรับผู้ขับขี่ทุกคน
เพราะมันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเงางามของสีรถโดยเฉพาะผู้ขับขี่ในเมืองหลวงของไทย
อย่างกรุงเทพมหานคร การเมินเฉยต่อการล้างทำความสะอาดรถถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากต่อการปล่อยให้สีรถเสื่อมสภาพ
เพราะน้ำที่เจิงนองถนนนั้นเต็มไปด้วยมลพิษ ฝนเองก็เป็นกรดกัดสีรถแน่นอน
ส่วนวิธีการล้างรถในช่วงหน้าฝนแบบไม่สิ้นเปลืองพลัง, เวลาและเงินทอง ก็ง่ายๆ แค่ใช้สายยางฉีดไล่คราบน้ำฝน คราบสกปรก
แล้วหาผ้าสะอาดๆ สำหรับเช็ดรถ เช็ดให้หมดจดก็ช่วยรักษาสีรถใหม่เอี่ยมอ่องอยู่เสมอ
นอกจากนี้การใช้สายยางฉีดน้ำล้างรถง่ายๆ แบบนี้ยังช่วยลดการเกิดคราบฝังแน่น ไม่ให้เกาะเกรอะกรัง
จนกลายเป็นคราบฝังแน่นที่ล้างไม่ออกสุดท้ายต้องมากุมขมับควักเงินเป็นหมื่นเพื่อทำสีรถใหม่
เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียขณะเดียวกันหากคุณเพิ่งขับขี่รถออกไปลุยน้ำลุยโคลนมา
อย่าพยายามจอดรถตากแดดเป็นอันขาดเพราะจะเป็นการทำร้ายสีรถซ้ำหนักเข้าไปอีก
เนื่องแสงแดดจะทำให้น้ำฝนแห้งเป็นคราบฝังตัวแน่นและอาจกัดลงลึกถึงเนื้อสีได้
เท่านั้นไม่พอ สำหรับคนที่รักรถมากเกินไปจนลืมตัวขอให้ทราบไว้เลยว่าไม่ควรนำผ้าแห้งมาเช็ดรถในทันทีหลังลุยฝนมา
เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดรอยขีดข่วนได้เนื่องจากขณะที่เราขับรถลุยฝนนั้น จะมีฝุ่น ทราย โคลน
เกาะที่ผิวรถ ดังนั้นควรฉีกล้างออกก่อนจะเป็นการดีที่สุดเช่นเดียวกันกับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบการล้างรถด้วยตัวเอง
หน้าฝนนี้ก็ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆเพราะบางครั้งน้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอก
ซึ่งเราอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึงอาจเป็นสาเหตุทำให้รถเป็นสนิมได้
ปิดท้ายที่เทคนิคการจอดรถในหน้าฝนผู้ขับขี่ไม่ควรจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียางเกสร ดอก หรือผล
เพราะในฤดูฝนมักมีลมกรรโชกแรงนอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถเราได้แล้วสิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ
และทำให้สีรถเสียหายเกิดรอยด่างได้ หากเราไม่แก้ไขในทันที…

Read More

ยานยนต์.วิธีการตรวจเช็กรถยนต์ของคุณก่อนออกเดินทางไปต่างจังหวัด

การที่เราจะเดินทางไปต่างจังหวัดโดยรถยนต์ของเรานั้นเมื่อเราเดินทางระยะไกลก็ต้องมีการเช็กความพร้อม
ของรถยนต์ของเราว่ามีความพร้อมมากเเค่ไหน
วึ่งจำเป็นที่ต้องทำอย่างมากเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างทางซึ่งหากมีปัญหาจะหาที่ซ้อมลำบากเเละจะทำให้เสียเวลาด้วย
เเละเพื่อที่จะได้เดินทางได้อย่างปลอดภัยในทุกเส้นทางก็ควรที่จะตรวจเช็กสภาพรถยนต์ของคุณให้ดีด้วย
เเละการตรวจเช็กรถยนต์ก่อนเดินทางไปต่างจังหวัดนั้นควรทำอย่างไรบ้าง อย่างเเรกคือ…
การตรวจสอบยางรถยนต์ก่อนว่าได้มาตาฐานหรือไม่
ยางรถยนต์ของคุณนั้นต้องไม่อ่อนเกินไปเพราะเราต้องเดินทางระยะไกลเเละยางนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก
เเละควรดูให้แน่ใจหากอ่อนเกินเราก็ต้องเติมลมทันที
ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดปัญหาได้เเละเราควรไม่ประมาทก่อนที่จะออกเดินทางเรื่องยาง
เป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยเราต้องใส่ใจในสิ่งนี้ด้วย

สิ่งที่ควรเช็กต่อมาคือผ้าเบรกของรถยนต์ของเรา
ก่อนการเดินทางไกลนั้นเราต้องคำนึงถึงความเสี่ยงบนท้องถนนเพราะเราต้องไปเจอเหตุการณ์ที่อาจจะไม
คาดคิดมาก่อนก็ได้เราต้องใช้รถยนต์กับเพื่อนร่วมทางอีกหลายรายเเละการเบรกนั้นมีความสำคัญอย่างมาก
เราต้องมีเบรกที่ดีหากยางเบรกไม่ดีอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน
ซึ่งเราต้องเช็กผ้าเบรกของเราให้ดีก่อนที่จะเดินทางไปไหนไกลๆเพื่อความปลอดภัยของเรา
เราต้องเช็กให้ดีก่อนที่จะเดินทางไกลทุกครั้ง

เรื่องต่อมาคือเเบตเตอรี่รถยนต์
เรื่องนี้เป็นปัญหาของใครต่อใครหลายคนมาเเล้วบางคนเกิดเเบตเตอร์รี่หมดไปกลางทางมันจะลำบาก
ในการพารถยนต์มาพ่วง เราต้องเช็กของเราให้ดีซึ่งเเบตเตอรี่มีความสำคัญไม่น้อยในการเดินทางไกลของเรา
สุดท้ายคืออุปกรณ์ของรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นที่ปัดน้ำฝน กระจกมองข้าง เราต้องเช็กให้ละเอียด
เช่นที่ปัดน้ำฝนตรวจว่ามีน้ำอยู่มากน้อยเเค่ไหนหากหมดเเล้วก็เติมให้เต็มเพื่อยามจำเป็นที่ต้องใช้
เเละที่ปัดน้ำฝนหากเก่าเเล้วก็ต้องเปลี่ยนให้ใช้ได้อยู่เสมอ

นี้คือสิ่งจำเป็นอย่างมากในการเดินทางไกลเราต้องตรวจเช็กให้ดีเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
ของเราเอง ก่อนจะไปไหนมาไหนไกล
อุปกรณ์ของรถยนต์มีความสำคัญเท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
ซึ่งคนขับต้องคำนึงถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับรถยนต์
รถต้องพร้อมที่สุดก่อนที่จะออกเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อความปลอดภัยของเรา
เเละทุกคนบนท้องถนนนั้นเองนี้คือสิ่งที่เราควรปฎิบัติก่อนออกเดินทางไกล…

Read More

ยานยนต์.วิธีรักษาเเม็กรถยนต์ของคุณให้สวยงามตลอดเวลา

เเม็กของรถยนต์นั้นมีความสำคัญไม่น้อยหมายถึงหน้าตาของรถเลยทีเดียว
คนส่วนใหญ่มักจะชอบที่จะชอบซื้อเเม็กมาเปลี่ยนให้รถยนต์ของเขาดูเเท้น่ามอง
เเละเดียวนี้มีเเม็กให้เลือกเยอะมากมายเเล้วเเต่ว่าจะเลือกเเบบไหนให้เหมาะกับรถยนต์ของคุณ
เเละมาดูกันว่าวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ล้อเเม็กของคุณดูดีอยู่เสมอ
เเละวิธีการดูเเลรักษาเเม็กก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
เเละมาดูกันว่าเเม็กนั้นต้องรักษาอย่างไรให้ดูใหม่อยู่เสมอ อย่างเเรกคือ
การล้างล้อเเม็กเราไม่ควรล้างตอนที่กำลังร้อนเพราะน้ำยาที่ถูกไปมันจะเเห้งเร็วมากจะทำให้เกิดคราบได้ง่าย
เราต้องรอให้เย็นก่อนเเล้วค่อยเอาน้ำยาถูเเละควรเเยกฟองน้ำที่จะล้างล้อเเม็กออกมาจากล้างรถ
เพราะเราต้องมั่นใจว่าไม่มีเศษหินหรือทรายติดมากับฟองน้ำจะทำให้เเม็กไม่เป็นรอย
เพื่อให้เเม็กของเราดูดีน่ามองเเละสามารถอยู่กับรถยนต์ของเราได้นาน
หากล้อเเม็กมีคราบน้ำมันหรือยางมะตอยติดมากับล้อเเม็กเเล้ว
ก็ต้องรีบทำความสะอาดอย่างปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจจะทำควาสะอาดยากหากทิ้งไว้นาน
เราควรเอาน้ำมันสนหรือเเชมพูที่ล้างล้อเเม็กของเราล้างในทันทีเพื่อให้สิ่งที่ติด
อยู่ออกไปให้หมดเพื่อให้ล้อแม็กของเราดูสะอาดอยู่เสมอ
วิธีการรักษาล้อเเม็กให้ใหม่อยู่เสมอนั้นเราต้องหมั่นทำความสะอาดล้อเเม็ก
อยู่เสมอควบคู่ไปกับการเช็ดรถของเราเราไม่ควรที่จะเช็ดรถเเล้วเเละไม่ลงไปขัดที่ล้อ
ซึ่งล้อรถยนต์นั้นหากทำความสะอาดเเล้วก็จะอยู่กับเราได้นาน
เราต้องไม่ขี้เกียจที่จะก้มลงไปชัดหรืออาจจะใช้น้ำในการทำความสะอาดก็ได้
เเละให้ดีเราควรมีน้ำยาขัดเงาล้อเเม็กติดอยู่กับรถด้วยเพื่อการน้ำมา
ทำความสะอาดล้อเเม็กให้มีความใหม่อยู่เสมอเเละเราต้องทำความสะอาดบ่อยๆ
เพราะเราใช้รถยนต์บ่อยก็ต้องดูเเลรักษาเป็นอย่างดีไม่ให้ ล้อเเม็กของเราเสื่อมสภาพเร็ว
เเละหากไม่เงาเเล้วจะทำให้รถยนต์ของเราดูไม่ดีในสายตาคนอื่นอีกด้วย
เเละการทำความสะอาดล้อเเม็กจะช่วยให้ล้อเเม็กมีอายุการใช้งานที่มากขึ้น
เเละไม่เก่าง่ายเมื่อเราหมั่นทำความสะอาดจะทำให้คนมองมาที่รถยนต์
ของเราเเล้วรู้ว่าดีเมื่อรถยนต์เเละล้อเเม็กของเราใหม่อยู่เสมอนี้คือวิธีการง่ายในการรักษาล้อเเม็กให้ดูสะอาดเเละสวยงามอยู่ตลอดเวลา
หากเราเป็นเจ้าของรถยนต์เเล้วก็ต้องหมั่นที่จะทำความสะอาดทั้งภายนอกเเละภายในโดยเฉพาะล้อรถยนต์นั้น
ที่ต้องเจอกับสิ่งสกปรกอยู่ตลอดเวลาอาจจะทำให้เสื่อมสภาพได้ง่ายเราต้องดูเเลให้ดีเพื่อการใช้งานที่นานขึ้น
เเละนี้คือวิธีการดูเเลรักษาล้อเเม็กให้อยู่กับรถยนต์ของเราให้นานที่สุดจะทำให้
รถยนต์ของเราดูมีความสวยงามน่าขับมากยิ่งขึ้นเเละอาจจะทำให้สาวๆ
มามองเราก็ได้เเละหากใครสนใจจะนำวิธีที่กล่าวมานั้นไม่ทำตามก็เชิญได้รับรองว่าล้อเเม็กของคุณจะน่ามองเเน่นอนไม่เชื่อลองไปทำตามดูกันได้เลยครับผม…

Read More

ยานยนต์.สุดยอด 10 รถยนต์ที่แพงสุดในโลก 2018

1. Sweptail โดย Rolls Royce : 13 ล้านเหรียญ (416 ล้านบาท)
รถคันนี้ถูกผลิตให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งที่บริษัทปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของเขา
บริษัทรถยนต์ชนิดนี้จะทำการผลิตและเปิดตัวรถหรูแสนแพงเหล่านี้เพียง 4,000
คันในปีนี้ รถพิเศษเหล่านี้จะทำงานของภายใต้รหัสเฉพาะ (Custom Code)
ที่ลูกค้าสามารถกำหนดขึ้นเอง รถรุ่นนี้สามารถนั่งได้เพียงสองคนเท่านั้น
ซันรูฟเป็นแบบพาโนรามาแบบเต็มรูป ภายในถูกตกแต่งด้วยไม้และเครื่องหนัง
มีที่ซ่อนไว้เก็บของสำหรับมือถือหรือแล็ปท็อปที่หลังประตูแต่ละบาน
2. Koenigsegg CCXR Trevita : 4.8 ล้านเหรียญ (153.6 ล้านบาท)
เป็นรถ Street-Legal ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก
ตัวรถทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำให้การผลิตนั้นยากกว่าและใช้เวลานาน
กว่าการผลิตแบบปกติ ถูกเคลือบด้วยเพชรแท้ ที่ชื่อว่า ‘Trevita’
ซึ่งเป็นคำย่อของคำว่า ‘three whites’
ที่แปลว่าเส้นใยคาร์บอนเคลือบด้วยเรซินที่เป็นฝุ่นเพชรหรือที่เรียกว่า Koenigsegg
Diamond Weave
รถคันนี้มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบเพื่อความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์
ใช้เครื่องยนค์ V8 ที่มีขนาด 4.8 ลิตรซึ่งมีกำลังการขับเคลื่อนเท่ากับ 1,004
แรงม้าและแรงบิด 797 ปอนด์
3. Lamborghini Veneno Roadster : 4.5 ล้านเหรียญ (144 ล้านบาท)
รถคันนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 50 ปีของ บริษัท Veneno
รถคันนี้สามารถเข้าถึงความเร็วที่ขนาด 6.5 ลิตรพร้อมด้วยเกียร์ธรรมดา
และแบบเกียร์ธรรมดา 7 สปีดแบบ ISR สามารถหมุนด้วยความเร็วรอบ 8,400
รอบต่อนาทีเพื่อให้ได้แรงบิด 740 แรงม้าและแรงบิด 507 ปอนด์ตามลำดับ
ซึ่งหมายความว่ารถสามารถทำความเร็ว 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ 2.9 วินาที
4. McLaren P1 LM : 3.6 ล้านเหรียญ (115.2 ล้านบาท)
รถคันนี้ได้รับการออกแบบดัดแปลงจาก British firm Lanzante กลุ่มลูกค้าคือ
ชาว US, UK และชาวญี่ปุ่น รถคันนี้มีส่วนคล้ายกับ P1 GTR และรถ McLaren F1
ในตำนาน มีการชุบทองรอบตัวเครื่องยนต์ เป็นเครื่องยนต์ V-8 เทอร์โบ 3.8 ลิตร
มีปีกด้านหลังที่สามารถปรับเปลี่ยนและถอดแยกได้
ช่วงด้านหน้ารถขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ Dive
ที่ช่วยเพิ่มแรงกดในขณะวิ่งเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ P1 GTR
ความน่าทึ่งของรถคันนี้คือมันถูกสร้างขึ้นสำหรับใช้ในขับเคลื่อนที่ได้มากถึง 1000
แรงม้า
5. Lykan Hypersport : 3.4 ล้านเหรียญ (108.8 ล้านบาท)
ไฟหน้าทำจากเพชร (urm) 15 กะรัต 240 ชิ้น และ LED ทำจากเพชรน้ำหนัก
15 กะรัตจำนวน 420 ชิ้น ใช้อัญมณีในการตกแต่งให้หรูหรา
ตัวรถดูคล้ายรถหุ้มเกราะที่มีประตูคล้ายกรรไกร
ผลิตเพื่อตำรวจอาบูดาบีในการปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน สร้างขึ้นโดย W Motors
ในประเทศเลบานอน เป็นรถซูเปอร์คาร์แห่งแรกของประเทศอาหรับ
เครื่องยนต์มีขนาด 780 แรงม้าส่งผ่านล้อหลังและแรงบิดได้ 708 ปอนด์
มันสามารถทำความเร็ว 62 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 2.8
วินาทีและสามารถเข้าถึงความเร็วได้ถึง 240 ไมล์ต่อชั่วโมง
6. Limited Edition Bugatti Veyron โดย Masory Vivere : 3.4 ล้านเหรียญ
(108.8 ล้านบาท)
เป็นการอัพเกรดครั้งที่ 4 ตั้งแต่มีการเปิดตัวในปี 2005 รถ Bugatti Veyron
เป็นรถรุ่น edition ของ Mansory Vivere รถคันนี้เป็นรถที่แพงที่สุดและเร็วที่สุดของ
Masory Vivere
ตัวรถทำมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมกับชุดสปอยเลอร์ใหม่ที่มีช่องระบายอา
กาศใหม่อัจฉริยะและตะแกรงด้านหน้าขนาดใหญ่
มีกระโปรงหน้ารถสั้นลงและมีไฟ LED รุ่นอัพเกรดใหม่ที่ไฟหน้าและไฟท้าย
มีการแกะสลักด้วยเลเซอร์ในด้านในห้องโดยสาร เครื่องยนต์ขนาด 8.0 ลิตร
สามารถขับเคลื่อนได้ถึง 1,200 แรงม้าและแรงบิด 1,106 ปอนด์ฟุต
7. Aston Martin Valkyrie : 3.2 ล้านเหรียญ (102.4 ล้านบาท)
สร้างขึ้นภายใต้การบริหารของประธานคนใหม่ของ Aston Martin
ที่มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาด้านการขับเคลื่อนของรถยนต์ รุ่นนี้เป็นการนำรุ่น Aston
Martin-Red Bull AM-RB 001 มาต่อยอดแปลงโฉม
เดิมที่กล่าวว่าจะใช้รถคันนี้เป็นรางวัลให้กับผู้ชนะในการแข่งขัน Formula 1
รถคันนี้มีระบบแบตเตอรี่ไฮบริดของ Rimac ที่มากับเครื่องยนต์กำลังม้า 1,000
แรงม้า
8. Ferrari Pininfarina Sergio : 3 ล้านเหรียญ (96 ล้านบาท)
เป็นรถที่มาจากแนวคิดของลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วของผู้ก่อตั้ง Pininfarina
นักออกแบบบ้านชาวอิตาลีในตำนาน
เป็นหนึ่งในบรรดารถเฟอร์รารี่ที่สุดตระการตาที่เคยทำมา แต่ละชิ้นส่วนทำด้วยมือ
มีกรอบคาร์บอนไฟเบอร์และเป็นรถหรูแบบโลว์แอร์ที่มีที่นั่งสองที่นั่งเช่นเดียวกับ
Ferrari 458 ไม่มีหลังคาหน้าต่างด้านข้างและกระจกหน้ารถ
มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 330 ปอนด์ มีความเร็วที่เร็วขึ้นแม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์
4.5 ลิตร ที่มีกำลังส่งเพียง 562 แรงม้า
9. Pagani Huayra BC : 2.8 ล้านเหรียญ (89.6 ล้านบาท)
เป็นรถ Pagani ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำการผลิตให้แก่ Benny Caiola
นักลงทุนชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียง
รถยนต์คันนี้อาจเป็นคอลเลกชันที่ดีที่สุดคันหนึ่งของ Ferraris
และมีความหรูคลาสสิกใกล้เคียงกับรุ่น Horacio Pagani
มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 2016
รถคันนี้มีแทรคเตอร์ด้านหลังที่กว้างขึ้น มีแทร็กด้านข้างใหม่และมี cool aero
เครื่องยนต์ของ BC เท่ากับ 6.0 ลิตร V-12 bi-turbo เป็นเครื่องยนต์จาก AMG
มีแรงม้าเท่ากับ 790 แรงม้าและแรงบิดเท่ากับ 811 ปอนด์ฟุต มีน้ำหนักที่ 2,685
ปอนด์ (1,218 กิโลกรัม)
10. Bugatti Chiron : 7 ล้านเหรียญ (86.4 ล้านบาท)
เป็นของทายาทของรถซูเปอร์คาร์ของ Veyron
ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถซูเปอร์สปอร์ตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก
รถยนต์คันนี้เป็นรถที่มีความเร็วที่หรูหราที่สุดและพิเศษที่สุดใน
ตอนนี้รถคันนี้กำลังถูกผลิตด้วยมือในห้องทำงานทดลอง
เพื่อให้ได้ความรวดเร็วที่สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า Veyron รุ่นก่อน
เป็นการร่วมกันออกแบบของวิศวกรรมการบินอวกาศและวิศวกรรมยานยนต์
เพื่อผลิตรถยนต์คลาสสิกคันนี้ที่สามารถให้ความเร็ว 268 ไมล์ต่อชั่วโมง
เครื่องยนต์ W-16 ขนาด 1500 ลิตรเทอร์โบชาร์จ มีแรงขับเคลื่อนสูงถึง 1,500
แรงม้า เป็นเครื่องยนต์ซูเปอร์สปอร์ตที่เร็วที่สุดกว่ารุ่น Veyron อื่นถึง 300 แรงม้า…

Read More

5 อันดับสุดยอดมอเตอร์ไซค์แนวพละกำลังสูง

5 Kawasaki ZZR1400. 147.2kW (197.4 imperial horsepower, 200.1 metric horsepower)
ในขณะที่มี Ninja H2 SX แล้ว แทบไปเป็นไปไม่ได้เลย
ที่จะไม่มีสปอร์ตทัวร์ริ่งระดับท๊อปของค่ายอย่างเจ้า ZZR1400 รุ่นนี้ออกมา
โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้มีขุมกำลังหลักขนาดถึง 1441 ซีซี
แข็งแกร่งในเรื่องความสปีดความเร็วที่เก็นบรรยาย
อีกทั้งรูปลักษณ์ยังมีขนาดใหญ่โตกว่า ZX-10R และ Ninja H2 SX อยู่พอสมควร
กลับกัน แถมยังมีพละกำลังที่สูงกว่า 0.1 KW ดังนั้น
หากเปรียบเทียบแล้วเจ้าโมเดลที่ได้รับการอัพเดทล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น
ถือว่าไม่ได้ขี้เหร่แม้แต่น้อย

4. Aprilia RSV4 RF. 148kW (198.5 imperial horsepower, 201.2 metric horsepower)
มากันที่อันดับ 4 ต้องยกให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี กันบ้าง กับเจ้าAprilia RSV4 RF
มอเตอร์ไซค์ที่ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์แบบเครื่องยนต์ V4
ที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ จุดเด่นของเจ้านี่ คือการมีขุมกำลัง ขนาด999.6 ซีซี
แต่กลับมีน้ำหนักที่เบาเพียง 180 กิโลกรัม เรียกได้ว่า
นอกจากความเร็วที่ไม่เป็นรองใครแล้วยังมีความโฉบเฉี่ยวและความคล่องตัวสูงอีกด้วย

3.Suzuki GSX-R1000. 148.5kW (199.1 imperial horsepower, 201.9 metric horsepower)
ขยับขึ้นมาที่ อันดับ 3 คือหนึ่งเดียวจากค่ายคนรักรถสาย Suzuki กับเจ้า GSX-R1000
รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตฟูลแฟร์ริ่งพิกัด 1 ลิตร โดยจากการอัพเดทล่าสุดนั้น
พบว่า ทีมงานใส่ความทันสมัยเข้ามามากมายในตัวครั้ง
ไม่เพียงแต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ แต่ยังรวมถึงไประบบสำคัญอย่าง VVT
วาล์วแปรผันของ Suzuki
ที่จะทำให้อัตราการเดินรอบเครื่องยนต์นั้นราบลื่นทุกย่านความเร็ว ที่สำคัญยังมีระบบ Low RPM Assist
ที่จะช่วยการขับขี่ในย่านความเร็วต่ำได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

2: Ducati Panigale 1299 Final Edition. 154kW (206.5 imperial horsepower, 209.4 metric horsepower)
ไต่มาที่อันดับ 2 เป็นโมเดลสุดท้ายของเครื่องยนต์ Superquadro L-Twin
จากค่ายชื่อดังอย่าง Ducati โดยจุดเด่นของเจ้าตัวนี้ มีพละกำลังสูงสุดที่ 209
แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที แถมยังมีน้ำหนักที่เบาแบบไม่น่าเชื่อเพียงแค่ 168
กิโลกรัม ที่สำคัญยังเต็มไปด้วยฟีเจอร์ใหม่แบบสุดล้ำมากมาย

1: Ducati Panigale V4. 157.5kW (211.2 imperial horsepower, 214.1 metric horsepower)
ปิดท้ายกันที่อันดับ 1 จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Ducati Panigale V4
โมเดลตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งมีการส่งบอลเร็วๆนี้ ด้วยขุมกำลังแบบ V4
ที่ได้ทีมพัฒนาจากรายการแข่งขัน MotoGP มาช่วยในการพัฒนา ทำให้ เจ้าตัวนี้
สร้างพละกำลังสูงสุดได้ถึง 214.1 แรงม้า ที่ 13,000 รอบต่อนาที
ที่สำคัญราคาไม่ถึงล้านอีกด้วย…

Read More

วินจักรยายนต์ VS แกร็บไบค์

เกิดดราม่าขึ้นอีกแล้ว สำหรับประเทศไทย เมื่อล่าสุดเหล่าผู้ขับขี่รับจ้างวินจักรยายนต์ ทำการปิดล้อม บริษัทใหญ่
แกร็บไบค์ เนื่องจากไม่พอใจ โดยอ้างว่าอีกฝ่ายนั้นทำผิดกฎหมาย และ เหมือนเป็นการแย่งกลุ่มลูกค้า
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ต่างๆนานา เรามีบทวิเคราะห์ดังนี้
เรื่องนี้ยกตัวอย่างได้ดีถึงระบบการ”ผูกขาดอำนาจ” เพราะ คนที่ซวยมี 2แบบก็คือ
1.ประชาชนที่เป็น”ลูกค้า” เพราะไม่มีสิทธิ์ในการเลือกบริการเลย เพราะโดนควบคุม ผูกขาดหมด
2.ประชาชนที่ขับวิน เพราะบางคนมันลงทุน ซื้อเสื้อวินไปเป็นแสน แต่ทำมาหากินไม่ได้ (อันนี้มองตามปัญหานะ
ไม่ได้เข้าข้างวิน จยย)
3. อันนี้แถมให้..เจ้าของวิน ที่ปล่อยเช่าเสื้อ เป็นเครือข่ายที่ใหญ่และมีอำนาจ อารมณ์เหมือนในหนัง ที่เจ้าของวิน
มักทำงานหรือรู้จักคนในวงการเมือง ซึ่งถ้าปล่อยให้แกร๊บไบค์ ถูกกฎหมาย รับรองกระทบรายได้ธุรกิจวิน
พวกตัวเองจะซวยแน่
สุดท้ายจึงไม่แปลกใจ ที่เราจะเห็นภาพที่ประชาชนคนไทย ออกมาประท้วง มาซัด มาตีกันเอง
โดยอ้างจากปัญหาปากท้อง และมันก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
และมันคือภาพของปัญหาที่มีมาจากการเมืองการปกครองทั้งนั้น
คิดเล่นๆสิ ประเทศเราใครผูกขาด อะไรบ้าง? ข้าวสาร,อาหาร, พลังงานไฟฟ้า,เชื้อเพลิง,เบียร์ บุหรี่
เอาง่ายๆปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐาน ลองถามตัวเองดูว่า ทุกวันนี้พวกเรามีสิทธิ์เลือกกันจริงๆหรือ?
ประเทศไทย 0.4
ผมคิดได้,และหาทางออกได้ แต่ผมเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่ง ผมขอไปปลูกต้นไม้ ร้องเพลง กินข้าวกับที่บ้าน
ดีกว่าจะเอาชีวิต ไปเสี่ยงกับ ”ดงมาเฟีย”.
ตีกันต่อไปกับการเมืองในคราบธุรกิจ ส่วนเจ้าของผู้มีอำนาจ ได้แต่นั่งหัวเราะ
ฟาดโอมากาเสะกับหูฉลามร้อนๆ…อร่อยปาก…

Read More

5 อันดับรถประหยัดน้ำมันมากที่สุด

แน่นอนว่า ในช่วงที่ประเทศไทยเศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ การอยู่แบบพอเพียง คงเป็นหนึ่งในหลักคุณธรรม
ที่ควรนำออกมาใช้มากที่สุด เช่นเดียวกับสถานการณ์น้ำมันโลก ที่ส่งผลให้ น้ำมันในประเทศ แพงไปด้วย
เวลาเราเลือกซื้อรถยนต์เป็นยานพาหนะ คุณสมบัติแรกๆ ที่เราต้องดูคือเรื่องการประหยัดน้ำมันหรือเชื้อเพลิง และนี่คือ

5 รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด
เริ่มต้นที่ Suzuki Celerio ว่ากันว่า ประหยัดน้ำมันได้สูงสุด 25 กม./ลิตร โดยเป็นรถระบบ Eco-Car แฮต์ชแบ็กขนาด 5
ประตูรุ่นแรกที่ในกลุ่มรถประหยัดที่ใช้เครื่องยนต์ K10B 3 สูบ 12 วาล์ว VVT ขนาด 1.0 ลิตร 68 แรงม้า
จากการทดสอบวิ่งเฉลี่ยทั้งนอกและในเมือง ณ จังหวัดเชียงใหม่สามารถประหยัดน้ำมันบนมาตรวัดได้สูงถึง 25.5
กม./ลิตร (แต่เมื่อใช้งานในเมือง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15-16 กม./ลิตร)
ต่อด้วย Mazda2 Diesel ที่ว่ากันว่า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร ซึ่งในส่วนของ มาสด้า 2
เป็นรถแบบสกายแอคทีฟใหม่ มาพร้อมตัวถัง 2 แบบ แฮตช์แบ็ก 5 ประตูและซีดาน 4 ประตู
รุ่นแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร ในรถขนาดเล็กของญี่ปุ่นระดับเดียวกัน
และแม้จะให้ความประหยัดมากถึง 26.3 กม./ลิตร (ตัวเลขทดสอบจากโรงงานผู้ผลิต)
แต่ได้ความแรงจากเครื่องยนต์คอมมอนเรลเทอร์โบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขับเคลื่อนล้อหน้า เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดมหาโหดเกินตัวที่ 250 นิวตันเมตร
เทียบเท่ารถเบนซินขนาด 2.5 ลิตร ! และยังปล่อยมลพิษ (CO2) ต่ำเพียง 100 กรัม/กม. ผ่านมาตรฐานไอเสีย ยูโร 5(Euro5)
จากนั้นมากันที่ Lexus CT200H ประหยัดได้สูงสุด 26.32 กม./ลิตร รุ่นนี้เป็นรถ Compact Premium ขนาด 5
ประตูรุ่นแรกของเลกซัส ที่ผลิตออกมา โดยออกแบบและสร้างสรรค์ตามปรัชญา "Yet Philosophy&quot
อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้รูปลักษณ์ของ CT200h มีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว และเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น
เครื่องยนต์เป็นแบบ 2ZR-FXE ขนาด 4 สูบ 1.8 ลิตร แบบ Atkinson Cycle พร้อมระบบปรับองศาวาล์วแปรผัน VVT-I
และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้แรงม้าสูงสุด 134 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยประมาณ 18-19 กม./ลิตร
(แต่ที่เมืองนอกทดสอบมา สามารถประหยัดได้ถึง 26.32 กม./ลิตร)
และ BMW 320D Luxury ประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 27 กม./ลิตร
รถขนาด Compact จากค่ายใบพัดฟ้าขาว ที่เน้นเกาะกระแสรถยนต์เครื่องดีเซลคอมมอนเรล
พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งคัน ที่สำคัญ รถรุ่นนี้ยังประกอบในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์แบบขนาด 2.0 ลิตร DOHC
16 วาล์ว 190 แรงม้า แบบ TwinPower Turbo พร้อมระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่
ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยประมาณ 16-17 กม./ลิตร แต่ตัวเลขที่สามารถทำได้ประหยัดที่สุดคือ 27 กม./ลิตร
ปิดท้ายกันที่ BMW 330e M Sport แม้ราคาจะสูงประมาณ 3 ล้านกว่าบาท แต่ว่ากันว่า นี่เป็นรถยนต์
ที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด (ประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 41 กม./ลิตร) โดย BMW 330e M Sport รถยนต์ Plug-In
Hybrid เน้นโชว์ความประหยัดน้ำมันด้วยเทคโนโลยี i Performance ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร
ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ BMW TwinPower Turbo อันโด่งดัง การันตีได้จากรางวัล International Engine of the Year
มาแล้วถึง 2 ครั้ง ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจัดกำลังเพิ่มเติมสูงสุดให้ 88 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด
250 นิวตันเมตร ทำงานประสานกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Triptronic และ Paddle Shift บริเวณพวงมาลัย
ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 41 กม./ลิตร! ทำความเร็วได้สูงสุด 225 กม./ชม. เรียกได้ว่า ครบเครื่องสุดๆ…

Read More