แต่งเครื่องรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ

การแต่งรถ ถือเป็นความชอบส่วนตัว
ปนความจำเป็นในการใช้งาน
แม้รถจากโรงงานหลากแบรนด์หลายยี่ห้อจะดีก็จริง
แต่หลายคนยังชื่นชอบความเร็วที่มากกว่า
หลายคนชอบความบึกบึนที่ทรหดมากขึ้น
การจะใช้ให้ได้ดังใจจึงต้องมีการต่อเติมเสริมแต่งกันบ้างเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรถซิ่ง รถแต่ง จะยกสูง โหลดเตี้ย
โมเครื่องแรง โมเครื่องเสียงดัง ติดไฟใต้รถ ระเบิดท่อไอเสีย
ก็แล้แต่ใจชอบ
ทว่าจะขับผ่านด่านทีไรก็ต้องเสียวสันหลังว่าจะโดนเรียกจอดมั้ย
จะโดนปรับ เพราะดัดแปลงรถยนต์หรือไม่
บทความนี้เราจึงเตรียมข้อมูลที่จะช่วยขจัดปัญหาคับข้องใจต่างๆ
ของบรรดาขาซิ่งสี่ล้อ ว่าควรแต่งรถอย่างไรให้รอดมือจากโปลิศ
รอดตัวจากการเสียค่าปรับ โดยจะว่ากันต่อที่หัวข้อ
แต่งเครื่องรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ จะขยายเครื่อง
เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง วันนี้เรามีคำตอบให้ครับ
แต่งเครื่องรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ
การแต่งเครื่องรถยนต์มีอยู่ด้วยกัน 2 ทางเลือก คือ
แต่งเครื่องยนต์เดิม กับ เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ โดยมีหลักการง่ายๆ
เหมือนกันคือ ต้องเพิ่ม 4 อย่าง ทั้ง อากาศ น้ำมัน และ ไฟจุดระเบิด
แล้วเสริมด้วยการไล่ไอเสีย
เพราะถ้าเพิ่มเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็มีขอบเขตต่ำกว่าทำแบบครบๆ
ดีตรงที่ไม่เสียประวัติในสมุดทะเบียน
เพราะรถยนต์ที่ถูกเปลี่ยนเครื่องยนต์มักถูกสงสัยเมื่อมีการขายต่อ
ว่า เปลี่ยนเพราะถูกถลุงจนพัง หรือเหตุผลอื่น
วิธีดังกล่าวจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแรงเพิ่มขึ้นไม่มาก, กลัวห้องเครื่องยนต์ช้ำ, เครื่องยนต์เดิมยังมีสภาพดีอยู่,
วิเคราะห์ดูแล้วว่าพอแต่งขึ้น และเครื่องยนต์แรงๆ
ที่สนใจมีราคาแพงมากอย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าคุณจะเลือกแต่งเครื่องยนต์มากน้อยเพียงใดขอให้ทราบไว้ว่า
ทางกฎหมายจะอาศัยการตรวจหมายเลขเครื่องยนต์ว่าถูกต้องตาม
ทะเบียนที่แจ้งมาหรือไม่ หากเลขถูกก็ถือว่าถูก จะขยายความจุ
ยืดข้อ เสริมเสื้อสูบ ยืดข้อ ใส่กลรองเปลือย เปลี่ยนเทอร์โบใหญ่
โมกล่องถึง 500 – 1,000 แรงม้า ก็ไม่ผิด
แต่อุปกรณ์ในห้องเครื่องต้องแน่นหนา ปลอดภัย
ถ้าจูนน้ำมันจนหนามา เจ้าหน้าที่จะวัดด้วยผลการตรวจควันดำ
และค่า CO กับค่า HC เป็นตัวกำหนด (CO
ค่าคาร์บอนมอนนอกไซด์, HC ค่าไฮโดรคาร์บอน)
โดยรถยนต์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พฤษภาคม 2536 ต้องวัดค่า
Co ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซ็นต์ และค่า Hc ไม่เกิน 600 PPM
ส่วนรถยนต์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พฤษภาคม 2536 ต้องวัดค่า Co
ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซ็นต์ และค่า Hc ไม่เกิน 200 PPM
ขณะที่รถเครื่องดีเซล ไม่ว่าจะเปลี่ยนอะไรยังไง
ควันดำต้องไม่เกิน 50% โดยใช้เครื่องวัดแบบกระดาษกรอง
กำหนดที่ 45% ด้วยเครื่องวัดความทึบแสง ดังนั้น
ไม่ว่าจะโมขนาดไหน หากระดับการเผาไหม่ผ่าน
ก็ถือว่าถูกกฎหมาย…

Read More

แต่งรถสไตล์บิ๊กฟุตอย่างไรให้รอดมือโปลิศ

การแต่งรถ ถือเป็นความชอบส่วนตัว ปนความจำเป็นในการใช้งาน
แม้รถจากโรงงานหลากแบรนด์หลายยี่ห้อจะดีก็จริง
แต่หลายคนยังชื่นชอบความเร็วที่มากกว่า
หลายคนชอบความบึกบึนที่ทรหดมากขึ้น
การจะใช้ให้ได้ดังใจจึงต้องมีการต่อเติมเสริมแต่งกันบ้างเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรถซิ่ง รถแต่ง จะยกสูง โหลดเตี้ย
โมเครื่องแรง โมเครื่องเสียงดัง ติดไฟใต้รถ ระเบิดท่อไอเสียก็แล้แต่ใจชอบ
ทว่าจะขับผ่านด่านทีไรก็ต้องเสียวสันหลังว่าจะโดนเรียกจอดมั้ยจะโดนปรับ เพราะดัดแปลงรถยนต์หรือไม่
บทความนี้เราจึงเตรียมข้อมูลที่จะช่วยขจัดปัญหาคับข้องใจต่างๆ
ของบรรดาขาซิ่งสี่ล้อ ว่าควรแต่งรถอย่างไรให้รอดมือจากโปลิศ
รอดตัวจากการเสียค่าปรับ โดยจะว่ากันต่อที่หัวข้อ แต่งรถสไตล์บิ๊กฟุต
พี่ใหญ่บิ๊กเบิ้มแห่งท้องถนนที่มักโดนโบกเป็นประจำ แต่งสไตล์บิ๊กฟุตให้รอดมือโปลิศ
อย่างที่เราเข้าใจและคุ้นเคยเป็นอย่างดีว่า รถออฟโรด
จะสูงกว่ารถเก๋งปกติทั่วไป
เนื่องจากจุดประสงค์ในการใช้งานที่ต้องบุกป่าฝ่าดง
ปีนป่ายขึ้นเขา หากท้องรถสูงไม่พอ ก็อาจจะติดร่อง ติดหล่มไปต่อไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความจำเป็นหรือจะอยากเท่ก็ตามแต่
พระราชบัญญัติรถยนต์ระบุว่าวัดจากระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนนจะต้องไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร
แต่หากไฟหน้าสูงไม่เกินกำหนด แต่รถสูงโต่งมาก ถือเป็นการดัดแปลงสภาพมาก
ไม่ว่าจะเป็นการเสริม การยกตัวถัง
การปรับแต่งรถยนต์แบบนี้จะต้องมีหนังสือรับรองจากวิศวกร
รองรับ และต้องมีการแจ้งกับกรมการขนส่งทางบก
ว่าทำการดัดแปลงเพื่อใช้งานในเขตทุรกันดานโดยเฉพาะ
แต่หากยกสูงไม่มากนัก ไม่เกินกำหนด
แต่ใส่ยางล้นออมาข้างตัวรถจนเกินบังโคลนล้อ
ก็ต้องใช้ดุลพินิจอีกเช่นกันว่ามีความเสี่ยงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ
หรือไม่ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าเป็นอันตราย ก็จะมีความผิดเช่นกัน
นั่นหมายความว่านักซิ่งสายออฟโรด สามารถยกตัวรถได้สูงถึง 135 เซนติเมตร
ซึ่งแม้จะไม่สูงกว่าใครเขา แต่สำหรับขับขี่ในประเทศไทยเรา
ความสูงเพียงเท่านี้ก็เพียงพอต่อความเท่
ความสมดุลกับประโยชน์ใช้งานแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องยางล้อ
หากไม่จำเป็นต้องลุยโคลนตมลึกเป็นเมตร
การใส่ยางตะกุยธรรมดาที่ไม่ล้นออกมานอกบังโคลน
ก็ไม่ได้ทำให้รถดูเชยหรือด้อยลงจากการใส่ยางแก้มล้นแต่อย่างใด อีกทั้งยังปลอดภัยรอดพ้นจากใบสั่งด้วยนะเออ…

Read More

ทริคดีๆสำหรับการเปลี่ยนยางรถยนต์

ยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์ของ เราไว้กับพื้นถนน และยังต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถ-เครื่องยนต์
ที่มีสูงกว่าน้ำหนักยางอย่างน้อย 50 เท่า ดังนั้นเราจึงควรเอาใจใส่ และเลือกยางที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน
หน้าที่หลักของยางรถยนต์ 4 ประการ ตั้งแต่รับน้ำหนักรถยนต์และบรรทุก
ลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อนลงสู่พื้นถนน
และทำให้รถเปลี่ยนทิศทางได้ตามต้องการ
เทคนิคการเลือกยางแบบมืออาชีพ
1. ขนาดของยาง
ก่อนซื้อยางเส้นใหม่อันดับแรกต้องดูความต้องการของเจ้าของรถเป็นหลัก
ว่าจะใช้ยางขนาดเดิมที่เคยใช้หรือจะเปลี่ยนขนาดให้ใหญ่ขึ้น หรือหน้ากว้างมากกว่าเดิม
การเปลี่ยนยางที่ขนาดผิดเพี้ยนแตกต่างไปจาก เดิมนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
อยู่นั่นก็คือความสามารถในการรับน้ำหนัก ซึ่งจะต้องใกล้เคียงหรือสามารถทำได้ดีกว่าเดิม
ผลเสียจากการเปลี่ยนขนาดยางผิดขนาด
– เล็กไป ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
-ใหญ่ไป ยางเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ พวงมาลัยหนักขณะใช้ความเร็วต่ำ
มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
2.การเลือกดอกยาง
ลักษณะของดอกยางรถยนต์แต่ละประเภท
-ดอกยางแบบสวนทางลักษณะค่อนข้าง เป็นดอกละเอียด เน้นความนุ่มสบาย
มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อสัมผัสพื้นถนน แต่ดอกยางประเภทนี้ไม่เหมาะกับรถซิ่ง
เพราะจะมีอาการโยนตัวของรถเป็นของแถมมาด้วย
-ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียวดอกยางลักษณะนี้ มีประสิทธิภาพ
ในการรักษาสมดุลของรถในช่วงความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยม รีดน้ำได้ดี มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะ
บนถนนมากกว่าดอกยางแบบสวนทาง
-ดอกยางแบบไม่สมมาตร มี ลักษณะเด่นคือ ให้ความมั่นใจในการยึดเกาะ
และรักษาสมดุลของรถในขณะโยนตัวเมื่อเข้าโค้งได้ดี สามารถป้องกันอาการหลุดโค้งได้ดีมาก ดอกยางลักษณะ
ด้านในและด้านนอก จะไม่เท่ากัน ซึ่งเหมาะกับทางโค้งมากกว่าทางตรง
แต่ก็จะมีเสียงดังใกล้เคียงกับ ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียว เช่นกัน
3. อายุของยาง
อายุของยางดูได้จากแก้มยาง จะมีตัวเลขบอกสัปดาห์และปีที่ผลิตอยู่ เช่น 152015 หมายความว่า
ยางผลิตในสัปดาห์ที่ 15 ของปี 2015 ตัวเลขยิ่งมากหมายความว่ายางยังสดใหม่อยู่ สามารถใช้งานได้อีกนาน
แต่ถึงแม้ว่าจะผลิตมาแล้ว 1-2 ปี การใช้งานก็ยังเป็นปกติอยู่ ไม่ได้เสื่อมลง
ความสามารถในการยึดเกาะถนนแทบไม่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ควรเกิน 3 ปี จะดีที่สุด…

Read More

เทคนิคขับรถตามระดับความแรงฝน

ย่างกรายผ่านหน้าฝนมานาน ปีนี้ประเทศไทยดีกว่าปีก่อนหน่อย ตรงที่ยังมีฝนมาให้เห็นเป็นระยะ
ช่วยคลายร้อนและอารมณ์ที่ขุ่นมัวได้บ้างแต่ก็แลกมากับการระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
ทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางท้องถนนที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยในหน้าฝน ทั้งเพราะประมาท
เพราะอุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ รวมแล้วฤดูฝนที่น้ำเจิงนอง จึงเปรียบเสมือนศัตรูตัวร้ายของผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะทัศนวิสัยในการขับขี่ แต่วันนี้ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป เพราะเราได้นำเทคนิคดีๆ
ในการขับรถตามระดับความแรงฝนมาฝากกัน เพื่อให้รู้เท่าทันและสามารถป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งต่อตัวเองและเพื่อนร่วมเส้นทาง
ฝนตกเล็กน้อย
ลักษณะเป็นฝนพรำ หรือฝนเม็ดเล็ก ซึ่งมักจะตกแบบยาวนานหรือบางครั้งตกทั้งวัน
สิ่งที่เราต้องระวังเป็นพิเศษคือ พื้นผิวถนนจะลื่นง่ายมาก โดยเฉพาะผู้ที่ขับขี่มอร์เตอร์ไซต์
ดังนั้นรถเก๋งเมื่อขับรถหน้าฝนจึงควรเว้นระยะห่างเวลาขับขี่ให้มากขึ้น
หรือลดความเร็วลง เพื่อให้มีระยะเบรกมากขึ้น ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้

ฝนตกหนัก
ลักษณะเป็นฝนที่เม็ดหนากว่าแบบแรก แต่ไม่มีลมแรง
การขับรถหน้าฝนแบบนี้เราควรระวังน้ำรอระบายบริเวณท่อน้ำต่างๆ
หรือน้ำกระเด็นจากการขับเร็วของรถคันที่อยู่ข้างๆ
หรือคันที่ขับสวนทางมา ทำให้เรามองไม่เห็นทาง จึงไม่ควรขับรถเร็วเป็นอย่างยิ่ง
และอาจมีฝ้าขึ้นที่กระจกเพราะอากาศจะค่อนข้างนิ่งและความชื้นสูง จึงไม่ควรปิดแอร์
และเปิดการทำงานของปุ่มไล่ฝ้าที่กระจกหลัง

ฝนตกหนักมากและมีลมแรง
แบบสุดท้ายอารมณ์ประมาณพายุฝนลมแรง เราจึงควรขับรถหน้าฝนกันแบบสังเกตข้างทางไปด้วย
เพราะลมที่แรงมากๆ นอกจากทำให้รถเราโคลงไปมาเวลาขับแล้ว
ยังสามารถพัดเอากิ่งไม้หรือป้ายโฆษณาข้างทางมาใส่รถเรา หรือพัดเอากิ่งไม้มาขวางถนนได้ด้วย
หรือถ้าทัศนวิศัยเลยร้ายจริงๆ อยากแนะนำให้หาที่จอดรถที่ปลอดภัยข้างทาง
รอให้ฝนซาลงก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อ เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้เรายังมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในฝ่าฝนมาฝาก
ไล่ตั้งแต่การเปิดที่ปัดน้ำฝนตามระดับฝนที่ตก เพื่อช่วยให้เรามองเห็นได้สะดวกขึ้น
ไม่ใช่เอะอะฝนตกก็เปิดปัดน้ำฝนถี่ๆ รอไว้ก่อนเลย ก้านที่ปัดน้ำฝนจะบังสายตาเอาเปล่าๆ
ขณะเดียวกันหากมีพายุลมแรง ให้รีบเปิดไฟหน้าทันที
เพื่อช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเรา แต่ไม่ควรเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน
เพราะรถคันอื่นที่มองไม่เห็นเราเต็มคัน อาจคิดว่าเปิดไฟเลี้ยวหรือไม่ทราบว่าเราจะเลี้ยงทางไหน…

Read More

รู้จัก Ferrari ตระกูลผู้ยึดครองท้องถนน

เอนโซ่ เฟอร์รารี่ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1898 ในเมืองโมเดน่า ประเทศอิตาลี
เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวผู้มั่งคั่ง เนื่องจากพ่อของเขาเป็นเจ้าของบริษัทเกี่ยวกับเหล็กและ
โครงสร้างเหล็ก ชีวิตในวัยเด็กจึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น กระทั่งพ่อพาเขาไปดูการแข่งรถ
อย่างไรก็ตาม สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้ชีวิตของ เอนโซ่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อพ่อและพี่ชายเสียชีวิต
ทำให้จำเป็นต้องขายธุรกิจครอบครัว และเดินทางไปหางานทำที่ตูริน
กระทั่งได้จับงานในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับรถยนต์ สถานที่แห่งนั้นคือบริษัทผลิตรถยนต์ของ Alfa Romeo
เวทีที่ช่วยให้ เอนโซ่ แสดงความสามารถเกี่ยวกับเครื่องยนต์ออกมาอย่างเด่น
จนสามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด
พร้อมทั้งเป็นเอเยนต์ขายรถยนต์ในแคว้นเอมีเลียม-โรมานญา
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังไปด้วยดี กระทั่งช่วงปลายปี 1939
เกิดความตึงเครียดและไม่เข้าใจกันระหว่าง เอนโซ่ และ ปิเอร์ อูโก
ก็อบบาโต ลูกชายของ อัลฟ่า โรมีโอ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งของบริษัท
เช่นเดียวกับการกระทบกระทั่งกับ ริการ์ท วิศวกรเครื่องยนต์ใหญ่ชาวสเปน นั่นทำให้ เอนโซ่
ต้องยุติบทบาทของตัวเองในบริษัทโดยสิ้นเชิง และออกจากบริษัทไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันมากอีกสอง
คนคือ ลุยจิ บาซซี่ และ อัลแบร์โต้ มาสซิมิโน่ พร้อมก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Auto Avio Construzioni
ช่วงแรก ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลก บริษัทของเขาผลิตได้แต่เพียงชิ้นส่วนเครื่องยนต์เท่านั้น จนถึงปี1940
รถสปอร์ต spider-type 8 สูบ ที่ชื่อว่า Auto Avio
Construzioni 815 ก็ถูกผลิตขึ้นมา โดย Carozzeria Touring จากนั้นก็มีออกมาอีกหลายคัน
จนในปี 1946 รถยนต์ FERRARI ที่แท้จริงคันแรกก็เกิดขึ้น โดยใช้ชื่อว่า the 125 sport เป็นรถยนต์คันแรกที่มี 12 สูบ
จุน้ำมันได้ครึ่งลิตร มาจากมันสมองและน้ำมือของวิศวกรเครื่องยนต์ ลุยจิ บาซซี่
และดีไซเนอร์ จิโออาชิโอ โคลอมโบ ซึ่งเคยอยู่กับ Alfa Romeo และเคยออกแบบ Alfa 158 สำหรับ FERRARI ในปี 1937 มาแล้ว
นั่นก็คือจุดกำเนิดของสัญลักษณ์ม้าทะยานซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของรถยนต์ FERRARI
แต่ก่อนหน้านี้สัญลักษณ์ม้าทะยานนี้มีใช้ก่อนแล้วโดยจะเห็นได้ที่รถแข่งทุกคันของทีมแข่งรถของ Scuderia Ferrari
ของ FERRARI ในช่วงยุค 30s แต่ยังไม่ใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังและมีรูปแบบแตกต่างกันไป
หลังจากนั้นได้มีการแนะนำ 125 Sport แล้วก็นำเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง 125
สามารถคว้าชัยชนะมาได้ในช่วงปีเดียวถึง 7 ครั้ง แต่ที่สำคัญสุดคือในวันที่ 14 กรกฎาคม 1951 ฟรออิลาน
กอนซาเลซ สามารถพารถยนต์รุ่น 375-F1 ของ FERRARI คว้าชัยเหนือรถคู่แข่ง 158 ของ Alfa Romeo จากการแข่งขัน
British Grand Prix ได้สำเร็จ นับเป็นชัยชนะครั้งแรก ซึ่งทำให้ เอนโซ่ ประกาศว่าในที่สุด ”ผมก็โค่นบริษัทแม่ลงได้แล้ว”
พร้อมพา FERRARI ก้าวเป็นเบอร์หนึ่งแห่งท้องถนนมาจวบจนปัจจุบัน…

Read More

รู้จัก TOYOTA ค่ายยักษ์ใหญ่แห่งไอจิ

TOYOTA หรือ โทะโยะตะ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า โตโยต้า ถือเป็นค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่โด่งดังไปทั่วโลก
โดยสำนักใหญ่นั้นตกอยู่ในเมืองไอจิและเคยเป็นบริษัทแรกที่ผลิตรถยนต์เกิน 10 ล้านคันต่อปี
โตโยต้า เริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจปั่นด้ายและทอผ้า ถือกำเนิดโดยตระกูล “โทโยดะ”
จุดเปลี่ยนที่ทำพวกเขาหันมาสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ มาจากการที่ ซากิชิ โทโยดะ ผู้ก่อตั้งกลุ่มโตโยต้า เดินทางไปต่างประเทศ
เพื่อดำเนินการเรื่องสิทธิบัตรของธุรกิจสิ่งทอ แต่สิ่งที่ ซากิชิ เห็นกลับเป็นรถยนต์จากยุโรป
จึงเกิดความชื่นชอบ และตัดสินใจซื้อเพื่อนำมาถอดแบบ ต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นรถยนต์รุ่นต่างๆ
ควบคู่ไปกับธุรกิจทอผ้าที่ยังเปิดดำเนินงานอยู่จนถึงปัจจุบัน
เพราะรถยนต์ทุกคันต้องใช้ผ้าคลุมเบาะที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้
จุดเด่นที่ โตโยต้า นำธุรกิจทอผ้ามาผสมผสานกับธุรกิจรถยนต์
คือเครื่องทอผ้าอัตโนมัติ ที่จะหยุดการทำงานได้ทันที เมื่อมีจุดใดจุดหนึ่งทำงานผิดพลาด
ซึ่งระบบนี้เองได้ถูกดัดแปลงมาเป็นระบบการผลิตรถยนต์ของ โตโยต้า ในเวลาต่อมา
โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจรถยนต์โตโยต้า เกิดจากบุตรชายของ ซากิชิ คือ คิชิโร่
ที่เดินทางไปยุโรปและอเมริกา ช่วงปี 1929 เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม
ก่อนจะทำวิจัยและค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ใช้น้ำมันอย่างจริงจัง
จนในที่สุดแผนกรถยนต์ก็ได้ถูกเปิดขึ้นในปี 1933 ภายใต้บริษัท
Toyoda Automatic Loom Works, Ltd.
เรื่องดังกล่าวถือเป็นย่างก้าวสำคัญของครอบครัวโทโยดะ
เพราะหลังการเสียชีวิตของ ซากิชิ ช่วงปี 1930 ทำให้ครอบครัวขาดหัวเรือใหญ่
และการเปิดธุรกิจใหม่ย่อมมีความเสี่ยง แต่ คิชิโร่ เป็นเสาหลักที่ไม่เคยย่อท้อ
ก่อนจะผลิตรถยนต์ออกวางจำหน่ายได้สำเร็จในปี 1935
อย่างไรก็ตาม ยอดขายของรถยนต์รุ่น A1 กลับไม่ได้ดีนัก
เนื่องจากเศรษฐกิจที่ถดถอยของประเทศญี่ปุ่น แต่เคราะห์ดีที่อีกรุ่นอย่าง G1 ซึ่งเป็นรถกระบะ
สามารถทำยอดขายได้ถล่มทลาย จนสามารถสร้างกำไรให้กับบริษัทได้มากมาย
และถือเป็นการตั้งหลักได้สำเร็จ หลังตั้งหลักได้สำเร็จ คิชิโร่ ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น
TOYOTA ด้วยเหตุผลที่ว่าคำว่า TOYODA เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยพู่กันแล้วต้องขีดทั้งหมด 10 เส้น ซึ่งเลข
10 ในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า “จู” ไปพ้องเสียงกับคำว่า “จูบุน” ที่แปลว่า “พอแล้ว” ถือว่าไม่ดีในการทำธุรกิจ
นั่นทำให้มีการตัดออกไป 2 เส้น ให้อ่านเป็น TOYOTA
ที่จะเขียนเพียง 8 เส้น อันเป็นสัญลักษณ์ของ Infinity คือความไม่มีการสิ้นสุดนั่นเอง
พร้อมการเปิดตัวโลโก้ใหม่ของรถยนต์และการผลิตที่ไม่เคยสิ้นสุดจนถึงปัจจุบัน
ส่วนในประเทศไทย TOYOTA เข้ามาก่อตั้งบริษัทช่วงปี
1962 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาผลิตรถยนต์ครบ 1 ล้านคนพอดี
และรถยนต์รุ่นแรกที่ประกอบในไทย คือ TOYOTA CORONA
ที่ครองใจชาวไทยยาวนานกว่า 20 ปี นั่นเอง…

Read More

ขับรถบนทางหลวง มี 4 สิ่งสำคัญที่ควรระวังเป็นอย่างยิ่ง

การขับรถบนทางหลวง ถือว่าเป็นถนนเส้นใหญ่
แม้ทางหลวงจะเป็นถนนที่มีหลายเลนและมักถูกตัดเป็นเส้นตรง
คุณอาจคิดว่าจะเป็นเรื่องง่ายต่อการขับรถอย่างปลอดภัยบนทางหลวง
แต่อย่าลืมถนนเส้นหลักทำให้มียานพาหนะสัญจรกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมี 4 อย่างสำคัญที่ต้องควรรางวัลเป็นอย่างยิ่ง
1. อย่าจี้รถคันหน้ามากเกินไป
เพราะถ้าหากรถคุณอยู่ใกล้รถคันหน้ามากๆหากคันหน้าเบรกกระทันหันขึ้นมา
จะมีความเสี่ยงสูงมากที่คุณจะชนเข้าที่ท้ายรถของเขาและคุณนั่นเองที่จะเป็นฝ่ายผิด
และถ้าหากคุณไม่มีประกันรถยนต์คุณต้องปวดหัวกับการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นแน่ๆ ดังนั้น
พยายามรักษาระยะห่างจากคันหน้าไว้นะครับ ไม่มีใครรู้ว่าอีกวินาทีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น ยิ่งระยะห่างมาก
ยิ่งมีโอกาสในการแก้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนะครับ
2. ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
ถึงแม้คุณอาจไม่เจอด่านตรวจ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะขับรถเร็วขนาดไหนก็ได้
เพราะปัจจุบันมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม และหากคุณทำผิดกฎหมาย
คุณอาจได้รับใบสั่งส่งมาถึงบ้านก็ได้นะครับ
เสียทั้งเงินและเวลาในการไปชำระค่าปรับอีก และที่สำคัญที่สุด
เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุนะครับ ขับช้าๆ ลงหน่อย
ยังไงก็ถึงที่หมายครับ สำหรับรถเก๋ง และรถกระบะ
ทางหลวงในเขตเทศบาลวิ่งได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนนอกเขตเทศบาลวิ่งได้ไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง
3. มองรอบข้าง
หลายต่อหลายครั้ง
จะมีรถยนต์คันอื่นแซงคุณขับมาจากไหนก็ไม่ทราบแล้วแซงขวาคุณไป
ด้วยความที่ทางหลวงมักเป็นถนนเส้นตรงทำให้คุณอาจขับตรงไปเรื่อยๆ
และอาจเผลอใจลอยจนไม่ได้สังเกตสิ่งรอบข้าง ดังนั้น
พยายามเรียกสติตัวเองกลับมาทุกครั้งนะครับเมื่อไรก็ตามที่คิดว่าสติเริ่มไม่อยู่กับตัว
พยายามมองทั้งกระจกมองหลังและกระจกข้างรถเพื่อให้มั่นใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นรอบๆ ตัวคุณ
4. อย่าลืมไฟเลี้ยว
หากคุณจะแวะจอดข้างทางสักครู่
อย่าลืมเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อบอกให้คันหลังรู้ว่าคุณใกล้จะจอดแล้วนะตอนที่คุณชะลอ
รถคันหลังจะได้รู้ว่าคุณกำลังจะทำอะไรแล้วจะได้เบี่ยงขวานิดหน่อยขับเลยคุณไป
ได้ หรือถ้าหากคุณอยากแซง (แต่ต้องอยู่ในความเร็วที่กฎหมายกำหนดนะครับ)
ก็อย่าลืมเปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อเป็นสัญญาณให้รถคันหน้ารู้ก่อนนะครับ
และอย่างที่บอกก่อนหน้านี้ รักษาระยะห่างก่อนแซงด้วย…

Read More

วิธีการดูเเลรถยนต์สีขาวให้สวยอยู่ตลอดเวลา

รถยนต์ทีเราหลายคนต่างจับจองดูเหมือนว่ารถสีขาว
จะเป็นสีที่ชนะเลิศเมื่อคุณจะพยายามจะมองหารถใหม่สักคัน
อาจจะมีเหตุผลต่างๆนานามามากมายมารองรับความต้องการของเรา
ที่ตัดสินใจเลือกสีขาวเเละปัญหาของรถสีขาวที่ยังคงรังควานมาตั้งแต่
อดีตจวบจนปัจจุบัน ก็แลจะไม่พ้นการดูแลรักษาสีให้ดูใหม่เสมอนั้นเอง
เรื่องของสีขาวมักจะเหลืองง่าย คงเป็นประโยคที่เราหลายคนได้ยินกันมายาวนาน
และทำให้หลายคนครุ่นคิดเมื่อจะตัดสินใจซื้อรถยนต์สีขาวมาครอบครอง ทั้งที่ความจริงแล้ว
การดูแลรถสีขาวอาจจะง่ายนิดเดียวเพียงเเค่รู้หลักการของมัน
การเข้าใจธรรมชาติสีขาว หลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นสีที่สกปรกง่าย
แต่ความจริงแล้วสีขาวกลับเป็นสีที่สามารถซ่อนสิ่งต่างๆได้มากกว่าที่คุณคิด
โดยเฉพาะฝุ่นต่างๆที่เกาะอยู่ที่รถของคุณ รถสีขาวมักจะแลดูสะอาดเสมอทั้งที่ความจริงอาจจะสะสมสกปรกมากกว่าที่คิด
ดังนั้นไม่ว่ารถคุณจะดูใหม่แค่ไหน ยังไงก็สมควรล้างรถโดยเฉพาะรถสีขาว
การเข้าใจต้นเหตุ สีขาวเหลืองซีดหลายคนอาจจะคิดว่ารถสีขาวยังไงก็เหลืองในท้ายที่สุดเเล้ว แต่ความจริงแล้ว
ต้นเหตุสำคัญของการที่รถยนต์สีขาวมักจะเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา
เเละที่สำคัญที่สุดมาจากการเกาะตัวของคราบสกปรกของฝุ่นและคราบต่างๆบนชั้นแว็กซ์
ซึ่งหากไม่มีการขจัดคราบออกจะกลายเป็นคราบติดแน่นฝังในชั้นแล็กเกอร์
ซึ่งทำให้เกิดเป็นคราบเหลืองในท้ายที่สุด
ส่วนเรื่องการตากแดด และ ตากฝนบ่อยๆมีส่วนเช่นกัน แต่เป็นประเด็นรองๆ
ไม่หนักหนานักเท่ากับเรื่องคราบสกปรกสะสมของรุยนต์ของคุณ
การเคลือบแว็กซ์ เป็นเรื่องจำเป็นมากกว่าที่คิดสำหรับรถบางสีที่ไม่ต้องการดูแลมากมาย
การเคลือบแว็กซ์อาจจะเป็นเรื่องที่ละเลยได้แต่สำหรับรถยนต์ที่ต้องการความสะอาดเป็นพิเ
ศษอย่างรถสีขาว การเคลือบแว็กซ์อาจจะเป็นเรื่องจำเป็นไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
เมื่อคุณใช้รถสีนี้เนื่องจากการเคลือบแว็กซ์จะช่วยลดการเกาะตัว
ของฝุ่นและคราบสกปรกกับชั้นแล็กเกอร์เเละนอกจากนี้น้ำยาแว็กซ์ส่วนใหญ่นั้นมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV
ซึ่งช่วยให้ป้องกันแสงแดดอีกด้วย เราต้องล้างรถสัปดาห์ละครั้ง
ที่จริงมันไม่เชิงเกี่ยวกับรถสีขาว แต่ไม่ว่ารถยนต์ที่คุณใช้จะสีอะไร
จำไว้ว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรจะล้างรถสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยนั้นเอง
ส่วนหนึ่งมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขจัดคราบสกปรกที่เกิดสะสมบนชั้นแล็คเกอร์
และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดและป้องกันการเกิดคราบฝังแน่น
การเลือกใช้รถยนต์สีขาวอาจจะมีวิธีการดูเเลที่มี
ขั้นตอนมากกว่าสีอื่นเพราะว่ามีสกปรกง่ายนั้นเองเจ้าของรถยนต์ก็ต้องดูเเลให้ดีเพื่อให้รถของท่านดูใหม่อยู่เสมอ
เเละหากทำตามขั้นตอนที่ให้ไปจะสามารถรักษารถยนต์สีขาวให้สวยงามอยู่เสมอได้อย่างเเน่นอน…

Read More

การเลือกใช้รถยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบัน มีรถยนต์หลากหลายแบรนด์เหลือเกิน ที่เข้ามาตีตลาดในประเทศไทย
ทำให้หลายคนจึงเกิดคำถามว่า วิธีการเลือกรถนั้น ควรมองจุดไหน คำนึงถึงอะไร วันนี้เรามีคำตอบ
โดยส่วนตัวนั้น แบ่งแยกเป็นดังนั้น A. เราควรเลือกจากรุ่นที่ชอบก่อน และ B. ดูราคาว่าเราไหวไหม C. รุ่นนั้นมีข้อดี
ข้อเสียอะไรบ้าง D. รุ่นนั้นกินน้ำมันมากแค่ไหน เรารับไหวไหม E. ค่าประกันรถยนต์ F. ค่าเสื่อมหรือค่าสึกหรอ(อะไหล่ถูกหรือแพง หายากหรือง่าย)
ต่อมาเป็น วัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่น ใช้ขับไปทำงาน ใช้ขับให้ครอบครัวเวลาไปเที่ยว ใช้ในเมืองหรือ นอกเมือง
ความถี่ในการใช้งานต่อสัปดาห์ต่อเดือน เช่น ขับทุกวัน ขับวันเว้นวัน ขับอาทิตย์ละครั้ง
ระยะทางในการใช้งานในแต่ละวัน เช่น ขับไปทำงาน
1. ซื้อรถค่ายไหน
– ดูจากรุ่นที่ชอบ แนะนำ T/H เนื่องจากใช้กันเยอะ อะไหล่หาง่าย อาจจะรอไม่นาน
2. เลือกจากอะไรก่อน
– เราควรดูจากรถก่อนครับ ต้องทนไม่จุกจิกมีปัญหาบ่อย เพราะจำเป็นต้องใช้ครับ เนื่องจากเราซื้อมือ2มา
เข้าอู่ที่รู้จักตลอด เลยไม่ได้ใช้หลังการขายครับ เลยไม่ซีเรียสเท่าไหร่
3. แนะนำรุ่นไหน
– เราจำเป็นต้องดูจุดประสงค์และวัตถุประสงค์ก่อน ว่าใช้เพราะอะไร ทำให้จากนั้นน่าจะได้รถที่ตรงกับความต้องการ
4. คำแนะนำ
– ลองตั้งข้อสงสัย หรือ สิ่งที่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับรถ แล้วหาคำตอบดูว่าคำตอบเป็นยังไง
เช่น รถรุ่นไหนประหยัดน้ำมันบ้าง รถรุ่นไหนมีสมรรถนะยังไงบ้าง การทำใบขับขี่ มารยาทในการขับขี่ กฎจราจร…

Read More

รู้จักพื้นฐานเครื่องยนต์ก่อนเริ่มต้นโมดิฟาย

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่ารถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทยโดยเฉพาะที่ประกอบในประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์รุ่นตัวถังเดียวกัน ในประเทศใหญ่ๆทั่วโลก ส่วนใหญ่มีความแรงแค่ระดับพื้นฐาน
นั่นก็เนื่องด้วยด้วยเหตุผลของจำนวนการผลิตและความสามารถในการดูแลซ่อมแซม
ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องยนต์พลังแรง มักต้องมีเทคโนโลยีสูง
โดยมีเหตุผลหลักมาจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนา
การใช้รถยนต์จึงมีไว้สำหรับการเดินทางเป็นหลัก
ผู้ใช้รถยนต์ในยุคก่อนจึงถูกปลูกฝังว่าเครื่องยนต์ไม่ต้องแรงก็ได้
ขอให้ดูแลไม่ยุ่งยาก และไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากๆ เป็นพอ
ผู้ผลิตก็เลยต้องเดินไปตามแนวทางนั้นมาจนถึง ปัจจุบันนี้ เช่น รถยนต์ระดับกลางในไทย
ใช้เครื่องยนต์รุ่นสูงสุดในระดับ 1600 ซีซี แคมชาฟท์เดี่ยว หัวฉีด 127 แรงม้า แต่ในต่างประเทศ 1600 ซีซี เท่ากัน
แต่รุ่นสูงสุดเป็นทวินแคม 16 วาล์ว แรงถึง 185 แรงม้าพร้อมกับความไฮเทคสุดๆ
เรื่องดังกล่าวนำมาสู่สาเหตุในการต้องการความแรงของรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากเกิดขึ้นด้วยความทันสมัยของข่าวสารจากต่างประเทศแล้ว ยังเกิดขึ้นจากความคุ้นเคยของผู้ขับเอง เรียกว่าขับจนชิน
ขับจนคิดว่ารถอืดไม่เร็วพอ ดังนั้น ไม่ว่าเครื่องยนต์จะแรงหรือไม่ก็ตาม
แต่เป็นปกติที่เมื่อใช้งานรถยนต์ไปสักระยะหนึ่งมักเกิดความคุ้นเคยกับความแรงของเครื่องยนต์
ประกอบกับการเสื่อมสภาพตามปกติจนเกิดความต้องการอยากให้เครื่องยนต์แรงขึ้น
แม้ความแรงของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นจะไม่ได้มีประโยชน์ในด้านการเพิ่มความเร็วสูงสุดเป็นหลัก
แต่ก็ช่วยให้อัตราเร่งดีขึ้นซึ่งสามารถใช้ได้ตั้งแต่ออกตัวไปตลอดทุกช่วงความเร็ว
และช่วยให้เกิดความปลอดภัยจากการเร่งแซงที่ฉับไวขึ้นด้วยซึ่งปัจจุบันการแต่งเครื่องยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
แต่งเครื่องยนต์เดิม สามารถเลือกโมดิฟายได้ด้วยตัวเอง จะแต่งแค่เฉพาะอุปกรณ์ภายนอก หรือ แต่งล้วงถึงไส้ใน
ตามแต่ศรัทธา กับอีกแบบคือการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ไปเลย
โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เราคงไม่ต้องพูดถึงเพราะสามารถเลือกสเป็คได้ตามต้องการ
แต่การแต่งเครื่องยนต์เดิม จำเป็นต้องทราบหลักการง่ายๆ 4 ข้อ เพื่อให้เครื่องยนต์มีความแรงและอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นดังใจหวัง
นั่นคือการแต่งเครื่องยนต์เพิ่ม 4 อย่าง ทั้ง อากาศ น้ำมัน และ ไฟจุดระเบิด แล้วเสริมด้วยการไล่ไอเสีย
ถ้าเพิ่มเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะมีขอบเขตต่ำกว่าทำแบบครบ
ได้ความแรงเพิ่มขึ้นไม่มาก จะเรียกว่าเสียเวลาก็ว่าได้
แต่ข้อดีของการแต่งเครื่องยนต์แค่บางอย่างคือไม่เสียประวัติในสมุดทะเบียน ห้องเครื่องยนต์ไม่ช้ำ เครื่องยนต์เดิมยังมีสภาพดี
และวิเคราะห์ดูแล้วว่าพอแต่งขึ้นแถมเมื่อนำไปขายต่อก็จะได้ราคาที่ดีกว่าด้วย…

Read More