5 อันดับรถหรูอเมริกันแพงที่สุด

1.Ford GT40 Gulf/Mirage Lightweight Racing Car ปี 1968
เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของรถแข่งสไตล์อเมริกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว
เพราะนอกจากการออกแบบที่เน้นเส้นสายสุดโฉบเฉี่ยวและใช้เครื่องยนต์ V8 กำลัง 440 แรงม้าแล้ว ยังเป็นรถรุ่นแรกๆ
ของโลกที่ใช้ตัวเทคโนโลยีวัสดุสุดล้ำอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ด้วย จึงไม่แปลกที่มันจะได้รับความนิยมจากนักสะสม
จนมีราคาประมูลสูงถึง 11 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 353 ล้านบาท)

2. Dusenburg Model J Long Wheelbase Coupe ปี 1931
คูเป้สุดหรูที่บ่งบอกถึงฐานะของผู้ครอบครองได้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
เส้นสายภายนอกสวยงามหรูหราเทียบชั้นรถยนต์ชั้นนำจากยุโรปได้สบาย ๆ พร้อมด้วยฐานล้อยาวเป็นพิเศษ
นั่งสบายนุ่มนวล ใช้เครื่องยนต์สูบเรียง 8 สูบ ขนาด 7,000 ซีซี มีกำลังแรงถึง 256 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุด 192
กม./ชม. ด้วยความงามและความแรงจึงเป็นขวัญใจของนักสะสมเสมอมา โดยล่าสุด มันมีราคาประมูลสูงถึง 10.34
ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 329 ล้านบาท) เลยทีเดียว

3. Shelby Daytona Cobra Coupe ปี 1965
รถแข่งจากเชลบี้ (Shelby) ที่เกิดมาเพื่อโค่นบัลลังก์ของเฟอร์รารี (Ferrari) ในศึก GT Road Racing
โดยมันถือเป็นรถแข่งอีกคันหนึ่งที่กวาดรางวัลใหญ่ ๆ มามากมายในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเลอ ม็องส์, นูร์เบิร์กริง,
เดโทน่า,มอนซ่า, เซอร์บริงก์ แถมยังส่งให้เชลบี้คว้ารางวัลแชมป์โลกสาขาผู้ผลิตในปี 1965 ด้วย
จึงไม่แปลกที่จะมีคนอยากเก็บมันเป็นเจ้าของโดยเฉพาะเจ้ารถรหัสตัวถัง #CSX2602 ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการแข่งขันจริงๆ
ปัจจุบันถูกประมูลขายที่ราคา 7.68 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 244 ล้านบาท)

4. Ford GT40 Prototype ปี 1964
นับเป็นฟอร์ด จีที40 คันที่ 2 ที่ติดอยู่ลิสนี้ โดยรถคันนี้เป็นคันแรก ๆ ในสายการผลิตของฟอร์ด จีที40
มาพร้อมโครงสร้างและตัวถังน้ำหนักเบา เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,700 ซีซี แถมยังเคยขึ้นโพเดียมอันดับที่ 3
ในการแข่งขันรายการ Daytona Continental 2,000 km ในปี 1965 อีกด้วย ส่วนราคาประมูลล่าสุดของมันอยู่ที่ 7
ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 223 ล้านบาท)

5. Shelby Cobra 427 Super Snake ปี 1966
รถหายากอีกคันหนึ่งจากเชลบี้ เกิดขึ้นจากความต้องการสร้างรถยนต์ที่ทำความเร็วได้มากกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ
321 กม./ชม. ของบิล คอสบี้ เพื่อนสนิทของแคร์โรล เชลบี้ เจ้าของค่ายเชลบี้
แถมที่สำคัญเจ้ารถคันนี้ยังเคยถูกแคร์โรลใช้งานส่วนตัวอีกด้วย
นักสะสมทั้งหลายจึงอยากจะครอบครองมันกันมากทีเดียว จึงมีการประมูลไปจบกันที่ราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
(ประมาณ 175 ล้านบาท)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *