เช็ครถอย่างไรให้ขับขี่ปลอดภัยในหน้าฝน

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ใช้รถใช้ถนนมากที่สุด
มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอุบัติเหตุให้เห็นแต่ละวัน เจ็บบ้าง ตายบ้าง จนเป็นเรื่องชินชา
ทั้งที่เราสามารถป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับสังคมหรือคนใกล้ตัวได้
หนึ่งในเรื่องที่ง่ายที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
คือการตรวจเช๕ยานพาหนะประจำตัวก่อนออกเดินทาง
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุขัดข้องจนเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
โดยเฉพาะการลากคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาซยด้วยเพราะความประมาทของเราเอง
เริ่มจากตรวจเช็คไฟส่องสว่าง
ทุกดวงของรถต้องพร้อมใช้งาน
เพราะสัญญาณไฟสำคัญมากในหน้าฝน
โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกหนักจนมองทางไม่ค่อยเห็น
ไฟส่องสว่างจะช่วยเป็นจุดสังเกตให้รถคันอื่นเห็นเรา
และยังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนทิศทางที่เราต้องการไป
ดังนั้น ก่อนขับขี่รถยนต์ออกจากที่พัก ควรตรวจสอบไฟหรี่,
ไฟหน้าสูง-ต่ำ, ไฟเลี้ยว, ไฟท้าย, ไฟถอยหลัง,
ไฟส่องป้ายทะเบียน และไฟตัดหมอก ให้พร้อมใช้งานเสมอ
เพราะฝนที่ตกหนักจะทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี และก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
ถัดมาคืออุปกรณ์เล็กๆ ของตัวรถที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ
ที่ปัดน้ำฝน หากพบว่าเริ่มทำงานไม่ดี ปัดน้ำฝนไม่เกลี้ยง
หรือมีเสียงเสียดสีกับกระจก ต้องรีบเปลี่ยนทันที
เพื่อให้ที่ปัดน้ำฝนสามารถช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น
ขยับมาที่ ยางรถ
ถือเป็นหนึ่งอุปกรณ์ที่ต้องตรวจเช็คเป็นประจำเสมอ
โดยเฉพาะหน้าฝนที่พื้นถนนจะลื่นกว่าปกติ
ทำให้อาจเกิดอาการเสียหลักในขณะขับขี่ได้
เช่นเดียวกับลมยางที่ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทั้ง 4 เส้น
ระบบเบรค อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ต้องตรวจเช็คเป็นประจำ
โดยเฉพาะฤดูฝนที่การเบรกทำได้ยากกว่าปกติ ดังนั้น
เมื่อเกิดอาการเบรคแล้วสั่นสู้เท้าหรือต้องใช้ระยะในการเบรคมากกว่าปกติ
ควรรีบทำการเปลี่ยนทันที ปิดท้ายที่ ห้องเครื่อง จุดสำคัญสุดของตัวรถ
ควรเปิดเช็คดูน้ำในหม้อน้ำ, น้ำฉีดกระจก, แบตเตอรี
และชิ้นส่วนอื่นๆ ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มีชิ้นไหนเสียหายหรือไม่
หากไม่สันทัดควรนำรถปรึกษาช่างที่เชี่ยวชาญ
ทั้งหมดทั้งมวลคืออุปกรณ์ที่ต้องตรวจเช็คประจำตัวรถทุกครั้งที่ออกเดินทาง
โดยเฉพาะในหน้าฝนที่การขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ
เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ อาทิเช่น อาการเหินน้ำ
ที่พบเจอกันได้บ่อยๆโดย อาการเหินน้ำ
คือการที่มีน้ำมาคั่นกลางระหว่างพื้นผิวสัมผัสของยางกับถนน
เพราะร่องยางรีดน้ำไม่ทัน ซึ่งอาจตื้นเกินไป ปริมาณน้ำมากไป
หรือขับเร็วเกินไป จนไถลหรือวิ่งบนผิวน้ำ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุแบบไม่คาดฝัน
ซึ่งผู้ขับที่ช่างสังเกตจะรู้สึกได้จากพวงมาลัยที่ส่งถึงมือ
ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้รถหลายคันแฉลบ เนื่องจากผู้ขับไม่ระวัง
จนไม่สามารถควบคุมทิศทางของรถได้และเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *